yafa Maiquang ทำเว็บ
เวียนว่ายตายเกิด และ กฏแห่งกรรมมีจริง - 31 กรรมเก่ากรรมใหม่
  พุทธประวัติ
  พระอรหันต์
  พระอริยบุคคล
  พระไตรปิฎก
  ศาสนาในโลก
  หน้าแรก
  ศาสนาพุทธ
  ภิกษุ-สมณะ
  การปกครองสงฆ์ไทย
  พระศรีอาริย์โพธิสัตว์
  15.2 พิธีกรรมประจำชีวิต
  17 ประวัติองค์พุทธทั้งห้า
  18 อภิญญา
  19 กฎแห่งกรรม
  19.1 กฏแห่งกรรม
  20 แก้ กรรมเก่า
  20.1 เวร
  21 วิบากกรรม
  22 ผลกรรมเมื่อผิดศีล 5
  23 ลดกรรม 45
  24.1 คู่กรรม คู่บารมี
  27 กรรมชั่ว
  28 กรรมฆ่าตัวตาย
  29 กรรมให้ผลอย่างไร ?
  29.1 เหตุให้กะเทย
  29.2 อาถรรพ์สวาท
  31 กรรมเก่ากรรมใหม่
  32 แก้กรรมด้วยตนเอง
  33 กุศลกรรม 10 ประการ
  34 อกุศลกรรม 10
  34.1 กิเลส1500ตัณหา108
  35 ความตาย
  36 เยี่ยมเมืองนรก
  38 โอปปาติกะ
  40 พญามัจจุราช
  43 ตายจะไปเกิดที่ไหน
  45 นรก
  46 สวรรค์
  คนเหนือดวง
  50 บุญ
  52 บำเพ็ญ วิปัสนา
  53 ปฏิบัติกรรมฐาน
  55 ไตรลักษณ์
  56 ฌาน 4 กับ ญาณ 16
  58 อสุภกรรมฐาน
  59 วิธีเจริญภาวนา, จิต
  60 วิริยบารมี ,ปัญญา
  63 มโนมยิทธิ
  65 วิปัสสนูปกิเลส
  67 บทความธรรมะ
  68 เห็น ศีล สมาธิ ปัญญา
  69 ศีล 5 . 8 .10. 227
  ศีล 5 แบบละอียด
  69.2 อานิสงส์ รักษาศีล5
  69.3 ศีล พระธุดงค์
  70 มงคลสูตร ๑๐
  72 อานาปานสติ
  73 มงคลสูตร
  74 มงคล ๓๘
  75 พฺรหฺมจริยญฺจ
  76 มรรคมีองค์ 8
  76.1 สังโยชน์ ๑๐
  77 สติปัฎฐาน ๔
  79 ปฏิจจสมุปบาท
  80 วิชชาจรณสัมปันโน
  จิตประภัสสร
  83 ฟัง พระโชดกญาณ
  83.1 ฟัง หลวงพ่อโชดก1
  85 ฟัง หลวงพ่อพุธฐานิโย
  86 ฟัง หลวงพ่อจรัญ
  88 ฟัง พระพรหมคุณา
  90 ฟัง สมภพโชติปัญโญ
  94 เกิดมาทำไม
  95 ติดต่อโลกวิญญาณ
  96 พุทธศาสนสุภาษิต
  97 ร้อยผกา
  98 เปรียบศาสนา
  99 เตือนสติผู้ปฏิบัติ
  99.1 พระดูหมอผจญมาร
  101 เคล็ดลับ
  102 เพื่อหนีบาป
  103 บริจาคเลือด
  104 ขยะในใจ
  105 วิวาห์ ทารุณ
  107 วิธีช่วยคนใกล้ตาย
  109 การประเคน
  110 การจุดธูปบูชา
  111 การแผ่เมตตา
  112 วิธีใช้หนี้พ่อแม่
  113 คุณบิดา-มารดา
  114 วิธีกราบ
  115 อธิษฐาน
  106 แด่เธอผู้มาใหม่
  116 แขวนพระเพื่ออะไร
  117 เลือกเกิดได้จริง
  118 ทำนายฝัน
  119 พระเจ้าทำนายฝัน
  120 เสียงธรรมะ
  121 โอวาท เสียงธรรม
  122 สัตว์ไปตามกรรม
  123 นิทานธรรมะ
  124 ฟังเสียง หนังสือ
  124.1 ฟัง นิทานอีสป
  125 ละครเสียงอิงธรรม
  126 เสียง อ่านหนังสือ
  126.1 เสียง ทางสายเอก
  127 หนังสือธรรมะ
  128 ฟังบทสวดมนต์
  129 เทศน์มหาชาติ
  130 เพลงสร้างสรรค์
  131 สารบัญคำสอน
  เรื่องจริงอิงนิทาน ลี้ลับ
  แนะวิธีหนีนรกแบบง่ายๆ
  ,
  แนะนำ วิธีป้องกัน โรค
  F 1 บำบัดความเครียด
  F 2 ความวิตกกังวล
  F 3 วิธีรักษา โรคต่างๆ
  F 4 ตรวจสุขภาพผู้หญิง
  F 5 มะเร็ง
  F 6 ทำแท้งเถื่อน
  F 7 เป็นภูมิแพ้
  F 8 การช่วยชีวิตฉุกเฉิน
  F 9 ช่วยเหลือผู้จมน้ำ
  .
  ข่าว บันเทิง
  M 1 ดูทีวีออนไลน์
  M 2 ฟังวิทยุ
  M 3 หนังสือพิมพ์วันนี้
  M 4 หอ มรดกไทย
  M 5 มรดกไทย
  M 6 ที่สุดของโลก
  M7 เรื่องน่ารู้
  M 9 ตอบ-อ่าน
  M 10 ดูดวง..
  M 11 ฮวงจุ้ย จีน
  ..
  ค้นหา ข้อมูลช่วยเหลือ
  S 1 ท่องเที่ยวไทย
  S 2 Airway
  S 2.1 สถานีขนส่ง - Bahn
  S 2.2 GPS
  S 3 อากาศไทย
  S 4 เวลา อากาศ โลก
  S 5 กงสุลใหญ่
  S 6 เว็บไซต์สำคัญ
  S 7 วัดไทยในต่างแดน
  S 8 ราคาเงินยูโรวันนี้
  S 9 ราคาทองคำวันนี้
  S 10 แปล 35 ภาษาไทย
  S 11 บอกบุญ ทำบุญ
  *
  D 1 Informationen Thailand
  D 2 Buddha
  D 3 Thai Reise
  D 4 Super foto
  D 5 Logo
  ...
  Z 1 Clip คำขัน
  Z 2 Clip นิทานธรรมะ
  Z 3 Clip อัศจรรย์
  Z 4 Clip เรื่องจริง
  30 กรรมลิขิต Clip
  Z 5 Clip บาป-บุญ
  Z 6 Clip หนัง Kino
  แนะนำติชม
  Meditation
  Free Thamma CD
  Titel der neuen Seite
  ธรรมที่อุปการะสมาธิ
  การใช้ชีวิตคู่
  เกมส์คุณหนู
  เว็บพระพุทธศาสน
  กรรมฐานแก้กรรม
  "สุข" แม้ในยาม เศร้า
  เกมส์คุณหนู 1
  Karaoke
  ค่าน้ำนม
  เสียงอ่านพระไตรปิฎก
  logo1
  ศูนย์พิทักษ์ศาสนา
  รวมบทความธรรมะ
  ตัณหา
  การ ทำสมาธิ
  จิต
  เอตทัคบุคคล
  ทุกขัง
  ปาติโมกข์
  3eite
  koon
  koon1
  หนังสือธรรมะ
  Pali Buddha Sprache
  Dhamma Lehrer
  Albert Einstein
  Doeawlöd
  ลุงบุญมีระลึกชาติ
  visak
  คำปลง
มนุษย์ถูกส่งมาเกิด เพื่อปรับปรุงตัวเองให้พ้นกรรม จากที่ก่อไว้ ณ ชาติที่แล้ว ๆมา ผู้ที่มีบุญสูงก็ไปเป็นเทวดา เป็นพรหม มนุษย์ถูกส่งมาเพื่อรับกรรม และสร้างกุศล บางครั้งเป็นทางเลือกว่าจะไปทางไหนดี ถ้ารู้อดีตชาติ รู้ว่าเคยตกนรกเพราะสร้างกรรมมาก่อนจะเกิด ก็คงไม่มีใครเลือกจะสร้างบาปหรอก มีส่วนน้อยที่ระลึกได้ บางครั้งผมก็คิดว่าชะตาเป็นตัวลิขิตให้เราเดิน อย่างเช่น มีครอบครัวหนึ่ง ในครอบครัวต่างก็ทำมาหากินตามประสาชาวบ้าน เลี้ยงหมู ไก่ เป็ด จะทำอาหารก็ต้องมีการฆ่าสัตว์ เวลาฆ่าหมู ฆ่าวัว ต้องไปช่วยเพื่อนบ้านฆ่า แล้วถ้าเกิดมีคน คนหนึ่งที่อยู่ในศีลธรรมในบ้านหลังนี้ พูดได้เลยครับว่าเขาต้องหนีออกจากบ้านไปอยู่ตามวัด ตามสำนัก ในสมาชิกเว็ปก็มีหลายคนเป็นอย่างนั้น ถ้าอยู่กันอย่างเข้าใจก็ดี ส่วนใหญ่ละอาต่อการทำบาปอยู่ไม่ได้ ก็คือเข้าข่ายโดนลิขิตไว้ว่าต้องหนีให้ห่าง เพื่อไปบำเพ็ญบุญ บางท่านก็ดีหน่อยที่เกิดในตระกูลที่ชอบสร้างกุศลอยู่แล้ว ครอบครัวมีแต่ความเจริญ บางคนชาตินี้เป็นใหญ่เป็นโตเพราะบารมีแต่ชาติบางก่อน แต่มาชาตินี้ไม่เคยสร้างบุญกุศล ขาติหน้าก็คงไม่พ้นจนเจียนตาย เพราะคนเราไมรู้จักคำว่าชาติหน้า จะทำอย่างไรละครับว่าเขาเคยตกนรก เพราะสร้างกรรมมา ก็จะรู้เอง แต่ทางที่ดีสร้างบุญกุศลมาก ๆ เข้าไว้เพื่อลบกลบหนี้กรรมต่างๆ ที่เคยสร้างมาเพื่อให้กรรมมันไปอยู่ท้าย ๆ เข้าไว้ กุศลเป็นตัวหยุดลิขิตชีวิต ที่จะให้เรา จน ป่วย เจ็บ ตาย เปรียบเสมือนเราลิขิตชีวิตตัวเองให้ดีขึ้นจากการเป็นมนุษย์


ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกรรม
กรรม เป็นอำนาจสากล ทีมีกลไกซับซ้อนที่สุดในจักรวาล จิตเดิมนั่นเริ่มเสียสติเพราะกิเลสจรเข้ามากระทบ เกิดความหวั่นไหวอวิชชา จะเข้าแทรกปรุงเป็นจิตสังขารขึ้นมาทันที กรรมก็ได้เริ่มเกิดขึ้นมาแล้ว ณ บัดนี้ จากนั้นการเคลื่อนไปของจิตที่ห่อหุ้มด้วยอวิชาในปุเรนภพ นับเป็นอเนกอนันต์ชาติ ก็ล้วนเป็นกระบวนการเคลื่อนไปของกรรมตามกระแสอวิชชาทั้งสิ้น
ข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้นเป็นพื้นฐานความรู้ของผู้สำหรับนักปฏิบัติธรรม สำหรับความรู้พิสดารนั้น ขอให้ นักปฏิบัติธรรมใช้ปัญญาญาณปฏิบัติตามแนวทาง

พระพุทธองค์ ทรงตรัสรับรองธรรมะไว้ว่า เป็น “สันทิฏฐิโก” คือผู้ปฏิบัติจักพึงเห็นเองได้
ความรู้เบื้องต้นที่ควรรู้เกี่ยวกับเรื่องกรรมก็คือ อำนาจของกรรมที่มีต่อชีวิต ซึ่งสมเด็จ พระสมณโคดม สรรเพชรพุทธเจ้าทรงดำรัสว่า
กัมมัสสะโกมหิ เรามีกรรมเป็นของตน
กัมมะทายาโท เราเป็นผู้รับผลผลของกรรม
กัมมะโยนิ เราเป็นผู้มีกรรมเป็นกำเนิด
สัมมะพันธุ เราเป็นผู้มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์
กัมมะปฏิสะระโณ เรามีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย
ยังกัมมัง กะริสสามิ เราทำกรรมอันใดไว้
กัลป์ยาณัง ปาปะกัง วา ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม
ตัสสะ ทายาโท ภะวิสสามิ เราจักเป็นผู้รับผลกรรมนั้น
จากพุทธดำรัสนี้ สรุปความได้ว่า ที่เราเกิดมานี้ก็ด้วยอำนาจกรรม เกิดมามีรูปร่างหน้าตา นิสัยใจคอเป็นอย่างไรก็ ด้วยอำนาจกรรมเกิดมาในฐานะใด ดำรงอยู่อย่างไร ชีวิตดำเนินไปทางไหนก็ด้วยอำนาจกรรม

การจำแนกกรรม
จากข้อมูลข้างต้น จึงจำแนกอำนาจกรรมตามบทบาทที่มีต่อชีวิตได้ดังนี้
1. กรรมที่ทำให้เรามาเกิด นับแต่จิตส่ายเพราะอวิชชาเป็นปฐม
2. กรรมที่ตบแต่งขันธ์ 5 คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญาณ
3. กรรมในสิ่งแวดล้อมรอบด้าน ที่เราประสบ ซึ่งมีบ่วงกรรมผู้พันอยู่
4. กรรมในปรากฏการณ์ของชีวิต ที่เราต้องพบเมื่อถึงเวลาซึ่งมีทั้งดีและไม่ดี ตามที่เราได้ทำไว้ กรรม สนองตามเวลานั้นเรียกว่า เวรกรรม
จึงอาจกล่าวได้ว่า ชีวิตทั้งชีวิตเรานี้ คือผลของกรรมทั้งสิ้น
การรับผลกรรม
การรับผลกรรมนั้น เสมือนเราขว้างบูมเมอแรงออกจากตัว บูมเมอแรงนันก็จะกลับมาหาเราอีก ดังนั้น เรากระทำกรรมอันใดไว้ ก็ย่อมได้รับกรรมนั้นเป็นของตอบแทนเช่นกัน แม่พระพุทธองค์เองก็ยังทรงชดใช้กรรมเก่า ดังที่ทรงตรัสเล่าไว้ใน “พุทธาปทาน” ว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลาย จงฟังเถิดกรรมที่เราได้กระทำไว้แล้ว เราเห็นภิกษุผู้หนึ่งอยู่ป่ารูปหนึ่ง จึงได้ถวายผ้าท่อนเก่า ในกาลนั้น เราได้ปรารถนาเป้นพระพุทธเจ้าครั้งแรก ผลแห่งกรรมอันเนื่องด้วย ผ้าท่อนเก่านั้นได้สำเร็จแม้ในความเป็นพระพุทธเจ้า”
“เราเคยเป็นนักเลงชื่อ ปุนาลิ ในชาติปางก่อน ๆ ได้กล่าวใส่ร้ายพระปัจเจกพระพุทธเจ้าพระนามว่า สุรภี ผู้มิได้ประทุษร้าย ด้วยผลกรรมดังกล่าวนั้น เราได้ท่องเที่ยวไปในนรกสิ้นกาลนาน เสวยทุกขเวทนา สิ้นพันปีเป็นอันมาก ด้วยกรรมที่เหลือนั้น ในภพสุดท้ายนี้ ก็ถูกใส่ความ เพราะเหตุนางสุนทริกา (คือนางสุนทริกา เป็นนักบวชหญิงถูกพวกเดียรถีย์ ใช้ให้ทำเป็นบอกใครว่าจะไปค้างคืนกับพระสมณโคดม แล้วไปค้างเสียที่อื่น รุ่งเช้าก็ทำเป็นเดินทางมาจากเชตวนารามที่ประทับของพระพุทธองค์ พออีก 2 – 3 วัน พวกเดียรถีย์ก็จ้างนักเลงไปฆ่านางสุนทรกา เป็นเชิงให้เห็นว่า นางถูกฆ่า เพื่อจะปิดปาก คนก็สงสัยว่าอาจจะจริง แต่พระราชาส่งราชบุรุษสืบดูตามร้านสุรา ก็จับพวกนักเลงได้และลงโทษผู้จ้างในที่สุด)
“ในกาลก่อนเราได้เคยฆ่าน้องชายต่างมารดาด้วยเหตุแห่งทรัพย์ ผลักลงไปในซอกเขาเอาหินทุ่ม ด้วยผลแห่งกรรมนั้น เทวทัตจึงเอาหินทุ่มเรา สะเก็ตหินมาถูกหัวแม่เท้าเรา”
“เราได้เคยเป็นพระราชา เป็นหัวหน้าทหารเดินเท้าได้ฆ่าบุรุษหลายคนด้วยหอก ด้วยผลแห่งกรรมนั้น เราได้หมกไหม้อย่างหนักในนรก ด้วยผลแห่งกรรมนั้น สะเก็ตแผลที่เท้าเราก็กลับกำเริบ (อักเสบ) เพราะกรรมยังไม่หมด”
“เราเคยเป็นเด็กชาวประมง ในหมู่บ้านชาวประมงเห็นชาวประมง ฆ่าปลาก็มีความชื่นชม ด้วยผลแห่งกรรมนั้นเราจึงเกิดเจ็บที่ศีรษะ”
“เราเป็นผู้ชื่อว่าโชติปาละ ได้เคยกล่าวว่าพระสุคต พราะนามว่ากัสสปะว่า การตรัสรู้เป้นของได้โดยยาก ท่านจะได้จากควงโพธิ์ที่ไหนกัน ด้วยผลแห่งกรรมนั้น เราได้บำเพ็ญทุกรกิริยาเป็นอันมาก สิ้นเวลา 6 ปี ต่อ จากนั้นจึงได้บรรลุการตรัสรู้เรามิได้บรรลุการตรัสรู้โดทางนั้น ได้แสวงหาทางที่ผิด เพราะถูกกรรมเก่าทวงเอา”
“ เราสิ้นบุญและบาปแล้ว เว้นแล้วจากความเดือนร้นทั้งปวง ไม่มีความโศก ไม่มีความคับแค้น ปราศจากอาสวะ จักปรินิพพาน”
จะเห็นได้ว่า แม้พระบรมสุคตเจ้ายังมิอาจหลีกเหลี่ยงผลกรรมที่ตนกระทำไว้ได้ แม้ยินดีในการฆ่าปลาของผู้อื่นก็ยังต้องรับผลมโนกรรมนั้นด้วยการปวดศีรษะ แม้ได้กล่าวหาผู้อื่นไว้ก็ได้ถูกใส่ร้ายในชาตินี้ กรรมสนองกรรมจึงเป็นกลไกของธรรมชาติที่ไม่มีผู้ใดอาจขัดขืนได้

“ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเราตถาคต”



บางท่านอาจคิดว่า เมื่อทุกอย่างเป็นผลของกรรมแล้ว เราฆ่าตัวตายหนีเลยเสียไม่ดีกว่าหรือ หามิได้กรรมจะไม่ยุติเพียงเท่านั้น เพราะการฆ่าตัวตายก็เป็นกรรมใหม่ที่ท่านสร้างขึ้น ซึ่งจะขับดันให้มีผลที่ท่านต้องไปเกิดฆ่าตัวตายอีก 500 ชาติ
ดัง นั้นแล้วเราจะพ้นอำนาจกรรมได้อย่างไรเล่า เราสร้างสิ่งต่าง ๆ ขึ้นมาด้วยกรรม ดังนั้นก็ใช้กรรมนั่นแหละล้างกรรม ด้วยวิธีการดังนี้คือ
1. อโหสิกรรม การอโหสิจะทำให้บ่วงกรรมขาด ผลกรรมนั้นเป็นโมฆะไป ไม่ต้องมีวาระรับกรรม (เวรกรรม)
2. ชำระจิตจนกระทั่งบริสุทธิ์หลุดพ้นจากอำนาจทั้งปวง แม้อำนาจกรรม เมื่อทำลายอัตตาแห่งอวิชาได้แล้วก็ไม่มีผู้กระทำ เมื่อไม่มีผู้กระทำก็ไม่ถูกกระทำ และไม่ต้องรับผลกรรมใด ๆ บางท่านอาจสงสัยว่า ครั้งพระพุทธองค์ทรงพระชนม์อยู่ทำไมต้องรับผลกรรมด้วยเล่า การที่ท่านรับผลกรรมนั้น เพราะท่านยังดำรงขันธ์อยู่ การบันทึกกรรมก็บันทึกไว้ในขันธ์ (รูป เวทนา สัญญา วิญญาณ) นี่แหละการรับกรรมก็รับกรรมที่ขันธ์นี้อีกเช่นกัน แต่จิตของพระอรหันตเจ้าท่านตัดขาดจากขันธ์แล้วไม่เสวยอาการของขันธ์ ขันธ์เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรท่านก็รู้อยู่แต่ท่านไม่เข้าไปเกิด ไม่เปลียนแปลงร่วมกันขันต์อีกแล้ว ตราบใดที่ขันธ์ยังดำรงอยู่มันก็รับกรรมของมันไป แต่จิตอันบริสุทธิ์ของท่านไม่สะเทือน ไม่หวั่นไหวด้วยแล้ว ดังพระพุทธองค์ทรงตรัสว่า “เราสิ้นบุญและบาปแล้ว เว้นแล้วจากความเดือดร้อนทั้งปวง ไม่มีความโศก ไม่มีความคับแค้นใจ ปราศจากอาสวะจักปรินิพพาน

ดังนั้นผลที่มีต่อมนุษย์ในทุกขณะจิตในปัจจุบัน มิใช้เป็นผลแห่งอำนาจกรรมเก่าเท่านั้น แต่ยังมีอำนาจของผลกรรมใหม่อยู่โดยมาก หากกรรมใหม่ไม่มีผลแล้วไซร้ องคุลีมาลจะไม่สำเร็จอรหันต์ได้เลยเพราะกรรมฆ่าคน 999 คน ย่อมมีนรกเป็นที่ไปแน่นอนแต่ท่านสามารถสร้างกรรมใหม่บำเพ็ญเพียรพลิกจิต
เข้าสู่วิมุติหลุดผลอำนาจกรรมเก่านั้นได้ แม่จะรับอำนาจกรรมใหม่ สรุปได้ดังนี้
สภาพความเป็นอยู่ในปัจจุบัน 5 ส่วน มาจาก
- กรรมเก่า 2 ส่วน
- กรรมใหม่ 3 ส่วน
ด้วยเหตุที่กรรมใหม่มีอำนาจมากกว่ากรรมเก่านี้เองคนจนอาจรวยได้หากขยัน คนโง่อาจฉลาดขึ้นได้หากหมั่นศึกษา คนเลวก็อาจสำเร็จอรหันต์ได้ หากบำเพ็ญเพียรอย่างเอาจริงเอาจัง
จึงกล่าวสรุปได้ว่าอำนาจที่มีผลต่อชีวิตมาก คือกรรมปัจจุบันนี้นั่นเองเราจึงสามารถหนีพ้นกรรมหรือบรรเทาให้เบาบางลง หรือเบี่ยงเบนวิบากต่าง ๆ ออกไปให้พ้นตัวหากอำนาจกรรมใหม่ของเราดีพอและมีปริมาณมากพอ

แต่กระนั้นกรรมเก่า ที่ทำไว้มักเป็นอุปสรรคขัดขวางการสร้างกรรมใหม่อยู่เรื่อย ๆ ด้วยการฝึกกรรมฐานธรรมะเปิดโลก จะช่วยให้ท่านล่วงรู้ถึงบ่วงกรรมของตนเองว่าทำกรรมอันใดไว้ กำลังเสวยกรรมอะไรอยู่และต่อไปจะเป็นอย่างไร และด้วยอำนาจกรรมฐานนี้จะช่วยคลายกรรมเก่าออกเสียจากขันธ์ 5 ได้ตามกำลังของสมาธิ และหากมีบ่วงเวรกับเจ้าหนี้กรรมก็จะได้พบเจ้ากรรม นายเวร เพื่อประกอบการอโหสิกรรมกัน เพื่อให้กรรมนั้นเป็นโมฆะ หมดผลวิบากไป
วิธีการปฏิบัติ
ก่อนอื่นผู้เข้าร่วมพิธีเจริญกรรมฐานธรรมะเปิดโลกจะต้องถวายกรรม ถวายเวร ให้กับพระพุทธ พระธรรม พระสงค์ก่อน เพื่อเป็นการอาราธนาอำนาจพระพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ ลงมาโปรดหากไม่อาราธนาแล้วท่านจะไม่ลงมายุ่งด้วย เพราะถือว่าเจ้าของไม่อนุญาต แต่เมื่ออาราธนาแล้วน้อมธรรมะมาใส่ตัว อำนาจของธรรมพระพุทธเจ้าก็ดี พระธรรมเจ้าก็ดี พระสงฆเจ้าก็ดี จะลงมาโปรดเปิดโลก

“ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเราตถาคต”

การคลายกรรม

เป็นหลักธรรมดาของทุกสิ่งในจักรวาลนี้ ถ้าลด อุณหภูมิมิให้สงบเย็นลง องค์ประกอบภายในจะจัดเรียงตัวกันใหม่ให้เป็นระเบียบมากขึ้น ยิ่งเย็นลงเท่าไหร่องค์ประกอบภายในก็จะมีความเป็นระเบียบมากขึ้นเท่านั้น ยิ่งองค์ประกอบภายในประสานกลมกลืนกันด้วยระเบียบอันดีเพียงใด ก็จะมีอานุภาพเพิ่มพูนมากยิ่งเพียงนั้น ดังเหล็กเมื่อเป็นเหล็กธรรมดา โมเลกุลของมันไม่เป็นระเบียบ ยุงเหยิง สับสน จะเป็นเหล็กที่ด้อยอานุภาพ แต่เมื่อลดอุณหภูมิให้เย็นลง โมเลกุลของเหล็กนั้นจะเรียงตัวกันเป็นระเบียบในขณะที่โมเลกุลจัดเรียงตัวกัน ใหม่นั้นโมเลกุลประเภทเดียวกันก็จะเกาะตัวเข้าหากัน โมเลกุลที่แปลกปลอมต่างพวกไปก็จะถูกเบียดออกจากกลุ่มก้อนเมื่อโมเลกุลของ เหล็กทั้งหมดเรียงตัวกันเป็นระเบียบเป็นเนื้อเดียวกันดีแล้ว ก็จะมีอำนาจดึงดูด เกิดขึ้นทั้งหลายเป็นแม่เหล็ก
ในทำนองเดียวกันกับคนก็เช่นกัน หากจิตใจเร่าร้อนมากก็จะฟุ้งซ่านตะเกียกตะกาย ทุรานทุราย หากสงบเย็นลงก็จะ นุ่มนวล มั่นคง แต่หากจิตใจเยือกเย็นเป็นปกติ แท้แล้วก็จะนิ่งสนิท มีความเบิกบาน คงทนถาวรและมีอำนาจสูง

โครงสร้างของคนคือ จิตสำนึกแท้ + ตัณหา + อุปาทาน + กิเลส

 
จิตสำนึกแท้เท่านั้นที่เป็นจิตบริสุทธิ์ส่วนตัณหาอุปาทาน และกิเลสเป็นสิ่งแปลกปลอมที่เข้มาแทรกอาศัยอยู่พวกนี้จะดึง
จิตใจไปสร้างกรรมต่าง ๆ

โดยปกติกรรมที่ดีจะไม่ทำให้จิตใจหนัก แต่อาจหนักได้บ้างหากเกิดกุศลวิตกเพราะติดดี หากติดดีแสดงว่าไม่ดีจริง ยังไม่บริสุทธิ์ การติดดีเกิดขึ้นเพราะมันมีตัวไปติดความจริงความดี ก็เป็นสภาวธรรมสากล ที่แทรกซึมอยู่ในทุกอณูของธรรมชาติ แต่ตัวที่ไปติดเอาความดีเข้าคืออัตตา เมื่ออัตตาติดดีมากก็จะเกิดความตึงเครียด อาจเกิดความตึงเครียดมากเมื่อพบสิ่งเลว

และหากเป็นอกุศลกรรม ที่เกิดจากการกระทำชั่ว 10 ประการ คือฆ่าสัตว์หรือเบียดเบียนสัตว์ ลัก ฉก ชิง ยักยอก หรือฉ้อโกงทรัพย์หนึ่ง พูดส่อเสียดหนึ่ง พูดคำหยาบหนึ่ง พูดเพ้อเจอหนึ่ง โลภอยากได้ของคนอื่นหนึ่ง พยาบาทจองร้ายเขาหนึ่ง และมีความเห็นผิดจากสัจธรรมอีกหนึ่งแล้วไซร้ก็จะทำให้ความรู้สึกหนักมาก ร่างกายไม่ปกติ เจ็บไข้ได้ป่วย อ่อนแออยู่บ่อย ๆ หรือเสมอ ๆ ความจำเลอะเลือน ความคิดอ่านไม่ปลอดโปร่ง การรับรู้ก็ไม่ดี ทั้งนี้ เพราะกระแสพลังกรรมชั่วอันมืดดำแทรกซึมอยู่ในร่างกายสังขาร และวิญญาณของเรานั่นเอง จึงทำให้เราทุกข์ทรมาน พิกลพิการทางกายและพิการทางใจ เป็นความเครียดเป็นภาวะกดดันที่จิตไม่ต้องการ และหากใครยังเก็บงำความเครียดไว้ในตัวย่อมมีนรกมีที่ไปเพราะวิญญาณหนักย่อม ตกลงสู่ที่ต่ำ

ความตึงเครียดเหล่านี้ที่ติดดีและติดเลว สามารถเอาออกจากขันธ์ได้โดยการลดความเล่าร้อนของจิตลงเมื่อใจสงบแล้ว อุณหภูมิของกายก็จะค่อย ๆ ลดลง ความวุ่นวายของขันธ์ต่าง ๆ ก็จะสงบลง ใจก็ดี กายก็ดี จะค่อย ๆ จัดเรียงตัวกันใหม่ให้เป็นระเบียบ

ช่วงนี้อาการเครียดอันแปลกปลอมอยู่ในร่างกายก็ดี ใจก็ดีจะเริ่มคลายออกซึ่งออกมาทางกายบ้าง ทางวาจาบ้าง ทางใจบ้าง

ทางกายเช่น ชาตามมือตามเท้า เกร็งทั้งตัว สั่นแน่หน้าอก รู้สึกเสียวทั่วสรรพพางค์กาย ปวดศีรษะ ปวดเอว เมื่อยหลัง ฯลฯ ซึ่งอาการเล่านั้นเกิดจาอำนาจผลของกรรมของการฆ่าสัตว์ เบียดเบียนสัตว์ ลักทรัพย์ ฉ้อโกง ประพฤติผิดในกาม และการดื่มน้ำเมา เสพสิ่งเสพติด

ทางวาจาเช่น ร้องไห้ ร้องเพลง ส่งเสียงเอิกอ๊าก ร้องด่าผู้อื่น โอดครวญคราง สารภาพผิด ฯลฯ ซึ่งอาการเหล่านี้ เกิดจากอำนาจผลกรรมของการพูดปด พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ

ทางใจ
เช่น รู้สึกอึดอัด มืดตื้อรู้สึกวาบหวิวเหมือตกจากที่สูง ฯลฯ ซึ่งอาการเหล่านั้นเกิดจากอำนาจผลกรรมทางใจที่โลภ โกรธ และหลงงมงายขาดปัญญา

เมื่อจิตเริ่มเป็นสมาธิ อาการเหล่านั้น จะเริ่มคลายออกมา หากมีอาการใดเกิดขึ้นนักปฏิบัติไม่ต้องตกใจปล่อยให้มันเกิดขึ้นแล้วมันจะหาย ไปเอง เราเพียงแต่ทรงจิตดูรู้อยู่ด้วยสติอันตั้งมั่นในสัมปชัญญะอันบริบูรณ์เท่า นั้น


วีธีภาวนา
 
เมื่อมอบกายถวายชีวิตต่อพระพุทธ พระธรรม พระสงค์แล้ว ต่อไปก็พึงน้อมอำนาจพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ มาสถิตประสิทธิประสาทในขันธสันดานของตน อำนาจวิสุทธิทิพย์เข้ามาเมื่อบุคคลน้อมเข้ามาใส่ตนเท่านั้น ดังบทสวดธรรมคุณที่ว่า “โอปนยิโก” พึงน้อมเข้ามาสู่ตนผู้ที่จะรับอำนาจนี้ได้ดี ต้องมีสมาธิขั้นต่ำขณิกสมาธิ หรืออุปจารสมาธิ ด้วยเหตุนี้จึงต้องมีอุบายทำใจให้สงบ ตั้งมั่นด้วยการภาวนาปานุสสติ
ผู้ ปฏิบัติพึงเพ่งเฝ้าดูอาการของลมหายใจที่ลิ้นปี่ (ก้นปอด) ยามขยายตัวพองออก ก้รู้แจ้งว่าขยายพองออก บริกรรมกำชับความรู้ตัวว่า “พองหนอ”เมื่อมันยุบแฟบลงก้รู้แจงชัดว่ายุปแฟบลง บริกรรมกำชับความรู้ตัวว่า “หยุบหนอ” นี้ คือ อานาปานุสติฐานเดียว
สามารถลงมือปฏิบัติได้โดยนั่งคู้บัลลังค์ เท้าขวาทับขาซ้าย หรือเท้าซ้ายทับขาขวาก็ได้ ตาถนัด เอามือขวาทับมือซ้าย หรือมือซ้ายทับมือขวา หรือประสานกันไว้วางบนหน้าตัก ตั้งกายให้ตรง ดำรงสติให้มั่น
มองไปที่พุทธรูปบอกตัวเองว่า “บัดนี้ฉันได้ถวายร่างกายและชีวิตนี้ต่อพระพุทธเจ้าพระธรรมเจ้า และต่อพระสงค์เจ้าแล้ว ต่อไปนี้ไม่ว่าจะเกิดฉันจะปล่อยให้เป็นตามอำนาจแห่งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆเจ้า บัดนี้ ฉันจะเจริญภาวนาให้นิ่งอยู่ด้วยรู้ตัวพร้อมทั่ว ฉันจะไม่สนใจเรื่องภายนอก ฉันจะไม่ยินดียินร้ายกับ รูป เสียง กลิ่น รสสัมผัสที่อาจมากระทบ จะสนใจเพียงประการเดียว คือ ความรูสึกตัวอันบริสุทธิ์เท่านั้น ” จากนั้นค่อย ๆ หลับตาลง
แล้วเริ่มสังเกตดูอาการของลมหายใจ เอาจิตจดจ่ออยู่ที่ลิ้นปี่ เฝ้าดูอาการของลมปราณอยู่อย่าปกติเฉย เมื่อมันพองออก ก็บริกรรมว่า “พอง” เมื่อมันยุบก็บริกรรมว่า “ยุบ” ลมจะสั้นจะยาว จะช้าจะเร็วอย่าไปบังคับมัน การเข้าไปบังคับลมหายใจ จะทำให้ขดความสมดุลในกระบวนการ อาจเกิดความอึดอัด เหนื่อยหอบ คอแห้ง เป็นต้น
จงประคองสติรู้อยู่ จิตอันเป็นธาตุรู้ธรรมชาติ จะรู้ตัวได้โดยถ่องแท้เมื่อจิตดำรงตนอยู่ในจิตเอง แล้ว เฝ้าดูอาการของปราณที่เกิดขึ้นภายนอกจิต การฝึกอานาปานุสติที่ถูกต้องสมบูรณ์คือ เอาจิตไว้ที่จิตแล้วจ่อจดจุดที่สนใจไว้ที่ลิ้นปี่ เฝ้ารู้อาหารของลมหายใจอยู่บริกรรมย้ำความรู้ตัวว่า พอง – ยุบ และ พอง – ยุบ

เพื่อมิให้ความรู้ตัวซ่านออกไปนอกจิตนักปฏิบัติพึงประคองตัวรู้อย่างนี้ให้ ตั้งมั่น เมื่อจิตตั้งมั่นในสัมปชัญญะ อันบริบูรณ์แล้ว พองยุบก็จะหายไป ก็ปล่อยให้หายไป ทรงปิติและอุเบกขาอันเป็นเอกแล้วแลเฉยอยู่ แต่หากยามใดมีความคิดกังวลถึงเรื่องต่าง ๆ หรือความง่วงหาวนอนเข้ามารบกวน ก็เพิ่มอัตราการหายใจลึกแรงขึ้นได้ เพื่อเขย่าธาตุรู้ พอสติอยู่กับตัวแล้ว ก็ทรงความรู้ตัวไว้ในสัมปชัญญะอันบริสุทธิ์ อันเป็นอุเบกขาเป็นเอกตั้งมั่นอยู่

การถวายกรรม

พิธีการถวายกรรมนั้นให้มีดอกไม้ธูปเทียน นำไปกราบนมัสการหลวงพ่อคง
จตฺตมโล แทนองค์พระรัตนตรัย แล้วกล่าว คาถาดังนี้

“นะโม ตัสสะ ภควโต อรหโต สัมมาสัมพุทธัสสะ” ขอความนอบน้อม จงมีแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นผู้ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง (ว่า 3 จบ)
พุทธัง สรณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ
สังฆัง สรณัง คัจฉามิ
ข้าพเจ้าขอถึงซึ่งพระพุทธเจ้า ขอถึงซึ่งพระธรรมเจ้า ขอถึงซึ่งพระสงฆเจ้า ว่าเป็นที่พึ่งที่ระลึก แม้ครั้งหนึ่ง
ทุติยัมปิ พุทธัง สรณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ สังฆัง สรณัง คัจฉามิ
ข้าพเจ้าขอถึงซึ่งพระพุทธเจ้า ขอถึงซึ่งพระธรรมเจ้า ขอถึงซึ่งพระสงฆเจ้า ว่าเป็นที่พึ่งที่ระลึก แม้ครั้งที่สอง
ตติยัมปิ พุทธัง สรณัง คัจฉามิ
ตติยัมปิ ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ
ตติยัมปิ สังฆัง สรณัง คัจฉามิ
ข้าพเจ้าขอถึงซึ่งพระพุทธเจ้า ขอถึงซึ่งพระธรรมเจ้า ขอถึงซึงพระสงฆเจ้า ว่าเป็นที่พึ่งที่ระลึก แม้ครั้งที่สาม
พุทธะบูชา มหาเตชะวันโต ธัมบูชามหาปัญโญ สังฆบูชา มหาโภควโห ติโลกะนาถัง อภิปูชยายันติ
พุทธะบูชา ธัมมะบูชา สังฆะบูชา ปฏิบัติปูชายะ
สาธุ สาธุ สาธุ
โยโทโส โมหะจิตเต นะ พุทธะรัสมิง ปาปะกะโต มะยา ขะมะละเม กะตัง โทสัง สัพพะปาปัง วินาสสันติ
โยโทโส โมหะจิเต นะ ธัมมะรัสมิง ปาปะกะโต มะยา ขะมะถะเม กะตัง โทสัง สัพพะปาปัง วินาสสันติ

โยโทโส โมหะจิเต นะ สังฆะรัสมิง ปาปะกะโต มะยา ขะมะถะเม กะตัง โทสัง สัพพะปาปัง วินาสสันติ
โยโทโส โมหะจิเต บิดามารดานะรัสมิง ปาปะกะโต มะยา ขะมะถะเม กะตัง โทสัง สัพพะปาปัง วินาสสันติ
โยโทโส โมหะจิเต ครูบาอาจารย์นะรัสมิง ปาปะกะโต มะยา ขะมะถะเม กะตัง โทสัง สัพพะปาปัง วินาสสันติ
โยโทโส โมหะจิเต เจ้ากรรมนายเวรนะรัสมิง ปาปะกะโต มะยา ขะมะถะเม กะตัง โทสัง สัพพะปาปัง วินาสสันติ
กายกรรมสาม วจีกรรมสี่ มโนกรรมสาม ที่ข้าพเจ้าได้สบประมาทพลาดพลั้ง ต่อหน้าและลับหลังก็ดี ที่มิควรก็ดี ต่อคุณพระพุทธ ต่อคุณพระธรรม ต่อคุณพระสงค์ ต่อคุณบิดามารดา ต่อคุณครูบาอาจารย์ บาปกรรมทำเวรมาแต่ชาติปางก่อนถึงชาติปัจจุบันนี้ เพราะข้าพเจ้า รู้เท่าไม่ถึงการณ์ อยู่ในอวิชชา บัดนี้ข้าพเจ้ารู้แล้ว ว่าทำบาปได้บาปจริง ทำบุญได้บุญจริง ทำชั่วได้ชั่วจริง ทำดีได้ดีจริง ฉะนั้นข้าพเจ้า ได้มาขอถึง คุณพระพุทธ พระธรรม พระสงค์ คุณบิดามารดา คุณครูบาอาจารย์ เจ้ากรรมนายเวร จงมายกโทษ จงมางดโทษให้ข้าพเจ้าหายบาป หายกรรม หายเวร เจ็บหลัง เจ็บเอว ปวดหัว เสียดท้อง ปวดทั่วสรรพางค์กาย เสียวทั่วสรรพางค์กาย ข้าพเจ้าขอมอบกายถวายชีวิตนี้ต่อคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงค์ ต่อคุณหลวงร่วง หลวงพ่อคง ข้าพเจ้าจะถือบริกรรม อยู่ เจ็ดวัน ถึงเจ็ดวันแล้วหายขาด ตลอดอวสานขอให้สงค์สาธุการให้ข้าพเจ้าเถิดเจ้าข้า สาธุ สาธุ สาธุ
นะโม ตัสสะ ตัดกรรม ตัดเวร
นะโม ตัสสะ ตัดกรรม ตัดเวร
นะโม ตัสสะ ตัดกรรม ตัดเวร
สุทินนัง วะตะเมทานัง กรรมเวร อาสวะ ขะยะวะหัง นิพานัง โหตุ
ทุติยัมปิ สุทินนัง วะตะเมทานัง กรรมเวร อาสวะ ขะยะวะหัง นิพานัง โหตุ
ตติยัมปิ สุทินนัง วะตะเมทานัง กรรมเวร อาสวะ ขะยะวะหัง นิพานัง โหตุ
คำสมาทานพระกัมมัฏฐาน
เมื่อถวายกรรมเวรแล้ว ก็สมาทานพระกัมฐานดังนี้
สาธุ สาธุ สาธุ ณ โอกาส บัดนี้ ข้าพเจ้าขอมอบกายถวายชีวิตนี้ ต่อพระพุทธเจ้า ต่อพระธรรมเจ้า ต่อพระสงค์เจ้า เพื่อเจริญสมถะและวิปัสสนา กัมมัฎฐานข้าพเจ้าจักพ้นทุกข์มีชาติทุกข์เป็นต้น ด้วยการเจริญสมถะและวิปัสนากัมฐาน อันชอบนี้แน่นอน
ขอให้จิตของข้าพเจ้าสงบดับนิ่งสนิทอยู่ในพองหนอหยุบหนอ ขอให้จิตของข้าพเจ้าสงบดับนิ่งสนิทอยู่ในพองหนอยุบหนอ ขอให้จิตของข้าพเจ้าสงบดับนิ่งสนิทอยู่ในพองหนอยุบหนอ
ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปเถิด

“ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเราตถาคต”


=> Willst du auch eine kostenlose Homepage? Dann klicke hier! <=