yafa Maiquang ทำเว็บ
เวียนว่ายตายเกิด และ กฏแห่งกรรมมีจริง - จิตประภัสสร
  พุทธประวัติ
  พระอรหันต์
  พระอริยบุคคล
  พระไตรปิฎก
  ศาสนาในโลก
  หน้าแรก
  ศาสนาพุทธ
  ภิกษุ-สมณะ
  การปกครองสงฆ์ไทย
  พระศรีอาริย์โพธิสัตว์
  15.2 พิธีกรรมประจำชีวิต
  17 ประวัติองค์พุทธทั้งห้า
  18 อภิญญา
  19 กฎแห่งกรรม
  19.1 กฏแห่งกรรม
  20 แก้ กรรมเก่า
  20.1 เวร
  21 วิบากกรรม
  22 ผลกรรมเมื่อผิดศีล 5
  23 ลดกรรม 45
  24.1 คู่กรรม คู่บารมี
  27 กรรมชั่ว
  28 กรรมฆ่าตัวตาย
  29 กรรมให้ผลอย่างไร ?
  29.1 เหตุให้กะเทย
  29.2 อาถรรพ์สวาท
  31 กรรมเก่ากรรมใหม่
  32 แก้กรรมด้วยตนเอง
  33 กุศลกรรม 10 ประการ
  34 อกุศลกรรม 10
  34.1 กิเลส1500ตัณหา108
  35 ความตาย
  36 เยี่ยมเมืองนรก
  38 โอปปาติกะ
  40 พญามัจจุราช
  43 ตายจะไปเกิดที่ไหน
  45 นรก
  46 สวรรค์
  คนเหนือดวง
  50 บุญ
  52 บำเพ็ญ วิปัสนา
  53 ปฏิบัติกรรมฐาน
  55 ไตรลักษณ์
  56 ฌาน 4 กับ ญาณ 16
  58 อสุภกรรมฐาน
  59 วิธีเจริญภาวนา, จิต
  60 วิริยบารมี ,ปัญญา
  63 มโนมยิทธิ
  65 วิปัสสนูปกิเลส
  67 บทความธรรมะ
  68 เห็น ศีล สมาธิ ปัญญา
  69 ศีล 5 . 8 .10. 227
  ศีล 5 แบบละอียด
  69.2 อานิสงส์ รักษาศีล5
  69.3 ศีล พระธุดงค์
  70 มงคลสูตร ๑๐
  72 อานาปานสติ
  73 มงคลสูตร
  74 มงคล ๓๘
  75 พฺรหฺมจริยญฺจ
  76 มรรคมีองค์ 8
  76.1 สังโยชน์ ๑๐
  77 สติปัฎฐาน ๔
  79 ปฏิจจสมุปบาท
  80 วิชชาจรณสัมปันโน
  จิตประภัสสร
  83 ฟัง พระโชดกญาณ
  83.1 ฟัง หลวงพ่อโชดก1
  85 ฟัง หลวงพ่อพุธฐานิโย
  86 ฟัง หลวงพ่อจรัญ
  88 ฟัง พระพรหมคุณา
  90 ฟัง สมภพโชติปัญโญ
  94 เกิดมาทำไม
  95 ติดต่อโลกวิญญาณ
  96 พุทธศาสนสุภาษิต
  97 ร้อยผกา
  98 เปรียบศาสนา
  99 เตือนสติผู้ปฏิบัติ
  99.1 พระดูหมอผจญมาร
  101 เคล็ดลับ
  102 เพื่อหนีบาป
  103 บริจาคเลือด
  104 ขยะในใจ
  105 วิวาห์ ทารุณ
  107 วิธีช่วยคนใกล้ตาย
  109 การประเคน
  110 การจุดธูปบูชา
  111 การแผ่เมตตา
  112 วิธีใช้หนี้พ่อแม่
  113 คุณบิดา-มารดา
  114 วิธีกราบ
  115 อธิษฐาน
  106 แด่เธอผู้มาใหม่
  116 แขวนพระเพื่ออะไร
  117 เลือกเกิดได้จริง
  118 ทำนายฝัน
  119 พระเจ้าทำนายฝัน
  120 เสียงธรรมะ
  121 โอวาท เสียงธรรม
  122 สัตว์ไปตามกรรม
  123 นิทานธรรมะ
  124 ฟังเสียง หนังสือ
  124.1 ฟัง นิทานอีสป
  125 ละครเสียงอิงธรรม
  126 เสียง อ่านหนังสือ
  126.1 เสียง ทางสายเอก
  127 หนังสือธรรมะ
  128 ฟังบทสวดมนต์
  129 เทศน์มหาชาติ
  130 เพลงสร้างสรรค์
  131 สารบัญคำสอน
  เรื่องจริงอิงนิทาน ลี้ลับ
  แนะวิธีหนีนรกแบบง่ายๆ
  ,
  แนะนำ วิธีป้องกัน โรค
  F 1 บำบัดความเครียด
  F 2 ความวิตกกังวล
  F 3 วิธีรักษา โรคต่างๆ
  F 4 ตรวจสุขภาพผู้หญิง
  F 5 มะเร็ง
  F 6 ทำแท้งเถื่อน
  F 7 เป็นภูมิแพ้
  F 8 การช่วยชีวิตฉุกเฉิน
  F 9 ช่วยเหลือผู้จมน้ำ
  .
  ข่าว บันเทิง
  M 1 ดูทีวีออนไลน์
  M 2 ฟังวิทยุ
  M 3 หนังสือพิมพ์วันนี้
  M 4 หอ มรดกไทย
  M 5 มรดกไทย
  M 6 ที่สุดของโลก
  M7 เรื่องน่ารู้
  M 9 ตอบ-อ่าน
  M 10 ดูดวง..
  M 11 ฮวงจุ้ย จีน
  ..
  ค้นหา ข้อมูลช่วยเหลือ
  S 1 ท่องเที่ยวไทย
  S 2 Airway
  S 2.1 สถานีขนส่ง - Bahn
  S 2.2 GPS
  S 3 อากาศไทย
  S 4 เวลา อากาศ โลก
  S 5 กงสุลใหญ่
  S 6 เว็บไซต์สำคัญ
  S 7 วัดไทยในต่างแดน
  S 8 ราคาเงินยูโรวันนี้
  S 9 ราคาทองคำวันนี้
  S 10 แปล 35 ภาษาไทย
  S 11 บอกบุญ ทำบุญ
  *
  D 1 Informationen Thailand
  D 2 Buddha
  D 3 Thai Reise
  D 4 Super foto
  D 5 Logo
  ...
  Z 1 Clip คำขัน
  Z 2 Clip นิทานธรรมะ
  Z 3 Clip อัศจรรย์
  Z 4 Clip เรื่องจริง
  30 กรรมลิขิต Clip
  Z 5 Clip บาป-บุญ
  Z 6 Clip หนัง Kino
  แนะนำติชม
  Meditation
  Free Thamma CD
  Titel der neuen Seite
  ธรรมที่อุปการะสมาธิ
  การใช้ชีวิตคู่
  เกมส์คุณหนู
  เว็บพระพุทธศาสน
  กรรมฐานแก้กรรม
  "สุข" แม้ในยาม เศร้า
  เกมส์คุณหนู 1
  Karaoke
  ค่าน้ำนม
  เสียงอ่านพระไตรปิฎก
  logo1
  ศูนย์พิทักษ์ศาสนา
  รวมบทความธรรมะ
  ตัณหา
  การ ทำสมาธิ
  จิต
  เอตทัคบุคคล
  ทุกขัง
  ปาติโมกข์
  3eite
  koon
  koon1
  หนังสือธรรมะ
  Pali Buddha Sprache
  Dhamma Lehrer
  Albert Einstein
  Doeawlöd
  ลุงบุญมีระลึกชาติ
  visak
  คำปลง
โดยหลวงพ่อโพธินันทะ บรรยายธรรม
ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียง
AM เสียงสามยอด เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2546 เวลา 8.30-9.00น.


จิตประภัสสร
คือธรรมชาติที่แท้จริงของชีวิต

ชีวิตของเราเหมือนน้ำตกที่ไหลมาแล้วก็ถูกชะง่อนหิน, ถูกลมพัดปลิวกระจายแตกเป็นหยดเล็กหยดน้อย, ถูกแบ่งแยกออกจากกัน เหมือนกับชีวิตของเราที่แบ่งแยกออกจากความเป็นหนึ่งเดียว หรือความเป็นองค์รวมกับธรรมชาติ

ก็ทำให้เราพบกับความทุกข์ยากในชีวิตต่างๆมากมาย เมื่อเราไม่ตระหนักรู้ถึงความเป็นหนึ่งเดียวกับจักรวาลหรือความเป็นหนึ่ง เดียวกับสรรพสิ่ง หรือน้ำไม่ตระหนักรู้ในความเป็นหนึ่งเดียวกับแม่น้ำได้ ก็จะมีความกลัวเป็นพื้นฐานของชีวิตจิตใจ แต่น้ำก็ยังเป็นน้ำอยู่เสมอ

ไม่ว่ามันจะถูกแบ่งแยกออกเป็นหยดเป็นฟอง ฉันใดชีวิตของเราและความตายก็เป็นสิ่งเดียวกัน ชีวิตของเราแม้ถูกแบ่งแยกออกมา ก็ยังเป็นสิ่งเดียวกับสัจจะ


ถ้าเราได้ตระหนักรู้ความจริงอันนี้ เราก็จะไม่มีความกลัวอีกต่อไป แต่เพราะเราติดยึดอยู่กับความรู้สึกของเราเอง ในการดำรงชีวิตอยู่อย่างแบ่งแยกหรืออย่างปัจเจก,เราจึงกลัวตาย,กลัวความสิ้น สุด.เมื่อเราได้กลับคืนสู่ความเป็นธรรมชาติเดิมแท้ของเราหรือเป็นหนึ่งเดียว กับสรรพสิ่ง,

เราก็จะพบกับสภาวะที่เรียกว่า นิพพานหรือสุญญตาหรือความว่างนั่นเอง นั่นแหละเราจึงพูดว่าเราได้พบพระนิพพาน เมื่อเราตายก็คือความตายของความรู้สึกที่มีตัวเราแบ่งแยกจากสิ่งต่างๆ เราไม่มีความรู้สึกว่ามีตัวเรา,

ไม่มีอัตตา ไม่มีตัวตน นี่แหละคือความตาย ตายจากความรู้สึกว่ามีตัวเรา เมื่อนั้นเราก็จะสัมผัสกับความว่าง ว่างจากการที่เรารับรู้สิ่งทั้งปวงอย่าง ไม่อาจให้ค่าว่ามันมีอยู่หรือมันไม่มีอยู่ นี่คือพุทธปรัชญาหรือแนวความเห็นของพระพุทธองค์


เราจะต้องมีความเพียรที่ถูกต้อง ประเด็นที่สำคัญที่สุดในการปฏิบัติคือเราจะต้องมีความเพียร ที่ไม่มีความรู้สึกว่ามีตัวเรา หรือความเพียรที่อยู่บนฐานของปรีชาญาณ, บนฐานของมิติที่อยู่เหนือโลกหรือบนฐานของมิติของความจริงหรือในสัจจะ ในทิศทางที่ถูกต้องนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็น

แต่ถ้าเรามีความเพียรเพื่อหวังในผลสำเร็จ มีตัวเราทำความเพียรในผลสำเร็จบางอย่างที่เราหวังไว้ ซึ่งโดยปกติเราจะทำอะไร ที่ต้องการผลสำเร็จในชีวิตประจำวันของเราในกิจการต่างๆ ที่เราทำ ที่มีตัวเราเป็นศูนย์กลาง


เราต้องการความสำเร็จในกิจการนั้น เมื่อเราได้, เรามี, เราก็ยึดถือหรือสำคัญมั่นหมายในผลของกิจกรรมนั้น. จากการมุ่งผลสำเร็จไปสู่การไม่ยึดติดใน

ผลสำเร็จด้วยความเพียรที่อยู่บนฐานของสัจจะ หรือบนฐานของความว่าง มันก็จะเป็นความเพียรที่ถูกต้อง เป็นความเพียรที่เรียกว่า วิริยะบารมีหรือเป็นสัมมาวายามะ เป็นความเพียรที่สมบูรณ์คือความเพียรที่อยู่บนฐานของสัมมาทิฐิ ผลที่ได้ก็จะไม่ทำให้เราเกิดความยึดถือในผลงานหรือในความสำเร็จนั้น


การปฏิบัติในชีวิตประจำวันในกิจการต่างๆ เขาเปรียบไว้เหมือนกับกบ กบมันนั่งสมาธิเหมือนกัน มันนั่งเฉยลืมตาแป๋ว มันไม่ได้คิดว่ามันกำลังนั่งสมาธิหรือกำลังทำอะไร แต่นั่นคือการดำรงอยู่ในชีวิตประจำวันของมันด้วยความสงบ เมื่อมีแมลงผ่านมา มันก็แลบลิ้นแปล๊บไปเอาแมลงมากิน และมันก็นั่งนิ่งเฉย ถ้าเราสามารถทำได้อย่างกบ

ในชีวิตประจำวันที่เราจะต้องทำกิจการงาน. แต่เราไม่ได้ทำอย่างนั้นในการปฏิบัติ เราคิดว่าเราทำอะไรที่เป็นสิ่งที่พิเศษหรือเพื่อจะได้อะไร,

เพื่อจะได้ความสงบ เมื่อเรานั่งสมาธิหรือเราเดินจงกรม เราคิดว่าเรากำลังทำสิ่งสำคัญ,สิ่งที่พิเศษและก็หวังผลที่จะได้รับความ สำเร็จหรือเกิดสติ,เกิดปัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง นี่คือเราทำด้วยความหวัง ทำด้วยความรู้สึกว่ามีตัวเราทำ.

ไม่เหมือนกับกบที่มันนั่งนิ่งลืมตาแป๋ว มันนั่งด้วยความตื่นตัว เมื่อมีแมลงที่เป็นอาหารของมันผ่านมา มันก็สามารถจะไปจับแมลงนั้นมากินได้

แต่เราทำด้วยความรู้สึกว่า มีตัวเราเป็นผู้ทำ ทำด้วยความต้องการ, ทำแล้วหวังผล ความเพียรที่เราทำอย่างนั้นมันจึงไม่ใช่ความเพียรที่ถูกต้อง มันจึงไม่สามารถทำให้จิตของเราตั้งมั่นหรือเป็นสมาธิได้ ในชีวิตประจำวัน ในการงานหรือกิจกรรมที่เราจะต้องทำถ้าเราเป็นหนึ่งเดียวกับการงาน นั่นแหละคือการปฏิบัติ สมาธิก็จะเกิดในชีวิตประจำวันที่เราจะต้องทำกิจการงาน

ไม่ว่าเราจะทำอะไรอยู่ นั่นแหละคือการฝึกสมาธิ เมื่อเราเป็นเรา ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็เป็นสมาธิ นั่นก็คือทำโดยไม่มีตัวเรา ทำโดยไม่มีผู้ทำ

ถ้าเราทำโดยไม่มีตัวเราทำ หรือมีความเพียรโดยไม่มีผู้เพียร การงานกับเราก็เป็นหนึ่งเดียวกัน นั่นคือการปฏิบัติ นั่นคือการทำให้เกิดจิตเป็นสมาธิ เพราะทุกคนที่ดำเนินชีวิตแล้วมีปัญหาเพราะว่ามีตัวเราแยกจากสรรพสิ่ง,แยกจาก ธรรมชาติที่เรารับรู้ทางตา, ทางหู,ทางจมูก,ทางลิ้น,ทางกาย มีตัวเราเป็นศูนย์กลาง ตัวเรานั่นแหละคือปัญหา เจ้าปัญหาก็คือตัวเรานั่นเอง.

ถ้ามันไม่แบ่งแยก.ปัญหาก็ไม่มี ไม่ว่างานจะลำบากยากเข็ญสักเพียงใดก็ตาม.ถ้าไม่มีตัวเรา ก็จะไม่มีปัญหาอีกต่อไป หรืออย่างเช่นเรามีความปวดมีเวทนาเช่นปวดฟัน, ปวดขา,อะไรก็แล้วแต่ ถ้ามันมีตัวเราแยกจากความปวด,มีตัวเราเป็นผู้ปวด, มีตัวเราเจ็บ,เราก็จะต้องมีความอดทน,

มีตัวเราเป็นผู้อดทน นั่นปัญหาก็เกิดขึ้น ถ้าเวทนานั้นมันคือตัวเราหรือเป็นหนึ่งเดียวกับเรา.

ปัญหาก็จะหมดไป ตัวตนที่จะต้องอดทนก็หมดไป เมื่อเธอเป็นหนึ่งเดียวกับสรรพสิ่ง หรือเป็นหนึ่งเดียวกับสิ่งแวดล้อมปัญหาต่างๆก็จะไม่มีอีกต่อไป การมีชีวิตอยู่จริงๆแล้วนี่ก็คือการอยู่กับปัญหาหรือเป็นหนึ่งเดียวกับปัญหา ในการแก้ปัญหาก็คือการเป็นหนึ่งเดียวกับปัญหา แล้วปัญหาก็จะหมดไป.

ที่มันเป็นปัญหาเพราะว่ามีตัวเรา
ที่เราดำเนินชีวิตอยู่ทุกวันนี้ หรือปัญหาต่างๆของมนุษย์ของสังคมทั่วโลกเวลานี้ เพราะทุกคนดำเนินชีวิตด้วยความรู้สึกว่าตัวเราเป็นศูนย์กลาง,ดำเนินชีวิต อย่างปัจเจก,

ดำเนินชีวิตที่มีตัวเราแบ่งแยกกับสรรพสิ่ง ทุกคนจึงมีปัญหา เมื่อรวมกันมากขึ้นเป็นสังคมๆก็มีปัญหา. วิธีแก้ปัญหาก็คือทำให้เราเป็นหนึ่งเดียวกับปัญหา ปัญหาก็จะหมดไป เหมือนอย่างอาตมาบอกว่า เมื่อเกวียนมันไม่วิ่งแล้วเราจะตีอะไร จะตีเกวียน จะตีโค หรือจะตีเรา นี่ปัญหาเกิดขึ้นแล้ว เพราะมันมีการแบ่งแยก มีตัวเราแบ่งแยกจากเกวียน,แบ่งแยกจากโค แต่ถ้าเมื่อใด เรา โค เกวียน มีความสัมพันธ์เป็นหนึ่งเดียวกัน ปัญหาก็จะหมดไป เรารู้ว่าเกวียนมันไม่วิ่ง เราก็จะตีโค ไม่ตีเกวียนหรือไม่ตีตัวเรา นี่คือเราทำด้วยสติปัญญาที่เราไม่สามารถจะรวมเป็นหนึ่งเดียวกับสรรพสิ่งหรือ สิ่งต่างๆได้

ปัญหาก็เกิดขึ้นมากมายซับซ้อน แต่เมื่อใดก็ตามถ้าเราเข้าถึงสัจจะหรือรวมเป็นหนึ่งเดียวกับสรรพสิ่งได้ ปัญหาก็จะหมดไป เมื่อการแบ่งแยกไม่เกิด,ปัญหาก็ไม่เกิด.

ถ้าเราเป็นเรา เกวียน, โค, ตัวเรา ก็จะไม่ต่างกัน เราก็รู้ว่าจะตีอะไร เพราะฉะนั้นการปฏิบัติแบบนี้ก็คือเป็นหนึ่งเดียวกับสรรพสิ่ง เราจะต้องดำเนินในทุกขณะอย่างต่อเนื่องด้วยความเพียรที่ถูกต้อง,ด้วยความ เพียรที่เป็นวิริยะบารมีหรือสัมมาวายามะ เป็นความเพียรที่แท้ สมาธิก็จะเป็นสัมมาสมาธิ,สติก็จะเป็นสัมมาสติ ทั้งสมาธิทั้งสติทั้งคำพูดทั้งการกระทำก็จะถูกต้อง เมื่อเธอเป็นเธอ กินก็จงกิน


แต่เวลานี้เราไม่ได้กินด้วยความรู้สึกว่าเรากินจริงๆ เรากินอยู่ก็จริง แต่ว่าในขณะที่เรากินนี่เราคิดไปถึงเรื่องอื่น, คิดไปถึงสิ่งอื่น เราเลยไม่รู้ว่าที่เรากินมีรสชาติอย่างไร เพราะว่าเราไปคิดเรื่องอื่น จิตใจไปอยู่กับสิ่งอื่น เลยไม่รู้ว่าสิ่งที่เรากำลังรับรู้ที่ประสาทของลิ้นมันมีรสอย่างไร

เพราะฉะนั้นเมื่อเราเป็นเรา เราจะเห็นสิ่งต่างๆตามความเป็นจริงหรือตามที่มันเป็นการปฏิบัติก็อยู่ตรง นั้นแหละ การปฏิบัติก็เหมือนกับกบนั่งสมาธิ


การปฏิบัติก็อยู่ในกิจวัตรประจำวันที่เราจะต้องกระทำการงาน,ถ้าเราเป็นหนึ่ง เดียวกับการงานนั่นแหละการปฏิบัติก็อยู่ที่นั่น เราก็จะรู้แจ้งแทงตลอด แทงตลอดไปถึงสัจจะพื้นฐาน

หรือสัจจะที่อยู่เบื้องหลังของข้อเท็จจริง,เบื้องหลังของสรรพสิ่ง เราก็จะบรรลุความเป็นพุทธะหรือเป็นหนึ่งเดียวกับพระพุทธองค์ ก็จะเป็นประโยชน์กับผู้อื่น นี่คือการฝึกสมาธิที่เรียกว่าสัมมาสมาธิ

มี ม้าอยู่4ชนิด
ตัวที่แย่ที่สุดก็คือตัวที่4
เจ้าม้าตัวแรกเป็นม้าชั้นเลิศเพียงเจ้าของกระตุ้นที่สีข้างมันก็รู้แล้วว่าจะทำอะไร
เจ้าม้าตัวที่2 รองลงมาพอยกแส้ยังไม่ทันได้ตีเจ้าม้าตัวที่ 2 ก็รู้ว่าเจ้าของต้องการอะไร
ม้าตัวที่ 3 นี้ต้องตีมันจึงจะทำตามความประสงค์ของเจ้าของ
เจ้าม้าตัวที่แย่ที่สุดก็คือตัวที่ 4 ตีก็แล้ว ทำอย่างไรก็แล้ว ฝึกไม่ได้เลย.


เราลองพิจารณาถึงพระพุทธองค์ดูซิว่าพระพุทธองค์จะมีความรู้สึกเช่นไรต่อม้า ตัวที่ 4 นี้ พระพุทธองค์น่าจะทรงสนพระทัยเจ้าตัวที่แย่ที่สุดมากกว่า ด้วยว่าพระองค์มีพระมหากรุณา พระองค์ก็จะช่วยม้าตัวที่ 4 ฝึกม้าตัวที่ 4 ด้วยความกรุณาจนม้าตัวที่ 4 เป็นม้าชั้นเลิศได้

หากเราสามารถจะกำหนดจิตใจของเราอย่างพระองค์ ไม่ว่าขบวนการความคิดหรือปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นเปรียบเหมือนม้าตัวที่ 4 มันเป็นม้าที่แย่ที่สุด เราก็จะพบกับคุณค่าของม้าตัวที่แย่ที่สุด

หรือพบคุณค่าของจิตใจที่มีแต่ปัญหาของเรา เราก็จะเห็นคุณค่าของปัญหาต่างๆเหล่านั้น,เปรียบเหมือนม้าตัวที่แย่ที่จะทำ ให้เราได้พบกับภาวะที่มันไม่สมบูรณ์


มันจะทำให้เราได้พบกับรากฐานที่มั่นคงของจิตใจ และจิตของเราก็จะตื่นอยู่เสมอเหมือนกับวัชชพืชที่มันทำให้ต้นไม้เจริญงอกงาม ถ้าเรารู้จักใช้มัน แต่ถ้าเราไปตำหนิมัน ไปให้ค่า ตัดสินลงความเห็นว่ามันไม่ดี,

ไปทำลายมัน นี่เราไม่รู้จักใช้มัน ไม่รู้จักทำมันให้เป็นประโยชน์ เราก็จะไม่เห็นคุณค่าของมัน จิตใจที่วุ่นวายหาความสงบไม่ได้ของเรานี่แหละเปรียบเหมือนม้าตัวที่ 4 มันจะทำให้เราได้เห็นคุณค่าและทำให้จิตใจของเราเข้าถึงรากฐานของความมั่นคง ทำให้จิตของเราตื่นอยู่เสมอ


ถ้าเรารู้จักใช้วิกฤตให้เป็นโอกาส ซึ่งมันไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ ถ้ามันเกิดขึ้นมามันก็ย่อมมีเหตุมีปัจจัย เราก็นำสิ่งนั้นมาเรียนรู้ มันก็ทำให้เราเห็นคุณค่าและมันจะทำให้เรามีจิตที่งอกงามขึ้น เหมือนกับเมฆที่อยู่บนท้องฟ้า เราคิดว่าเมฆมันจะบังดวงจันทร์ เราตำหนิมัน เราว่ามันไม่ดี,

ไม่อยากให้มันมี แต่เมฆนั่นแหละจะทำให้เราเห็นดวงจันทร์ที่มีความกลม เห็นดวงจันทร์มันกลมได้ก็เพราะเมฆ บางคนบอกว่าการปฏิบัตินี่ยาก มันยากเหลือเกิน

การปฏิบัติแบบนี้ อยู่ๆเราจะมาทำแบบนี้ เราลงความเห็นว่ามันยาก สิ่งที่ยากนี่แหละ เราจะพบกับคุณค่าอันสูงสุดของมัน

บางทีม้าตัวที่ดีที่สุดอาจจะเป็นม้าที่แย่ที่สุดก็ได้ ม้าตัวที่แย่ที่สุดอาจเป็นม้าตัวที่ดีที่สุดก็ได้ จิตใจของเราที่ไม่สงบนี่แหละ เราจะพบคุณค่าและทำให้เราได้มีความก้าวหน้าทางจิตใจ เปรียบเหมือนม้าที่เราได้ฝึกแล้ว

แล้วดีที่สุด ความผิดพลาดครั้งแล้วครั้งเล่า ถ้าเราใช้เป็นมัน ก็เป็นประโยชน์ ผู้ที่จะดำรงอยู่ในสัจจะได้อย่างต่อเนื่องนั้นได้ มันจะต้องใช้เวลา ไม่ใช่เวลาในจิตใจ ไม่ใช่ Psychological Time แต่เราต้องใช้เวลา Chronological Time เวลาภายนอกที่เราแบ่งแยกเป็นเดือน เป็นปีอันยาวนาน เพื่อที่จะเรียนรู้ความผิดพลาดต่างๆซ้ำแล้วซ้ำเล่าที่เราดำเนินชีวิตอยู่นี่ เพื่อการศึกษาเรียนรู้ความผิดพลาดต่างๆ

จนกระทั่งเราจะเข้าใจมันได้ ขณะที่เรานั่งสมาธิ เรารู้ไหมว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุด อะไรคือสิ่งที่เป็นความจริงที่สุดสำหรับเราในขณะที่เรานั่งสมาธิ


ปัญหาคือตัวเรา หรือการนั่งสมาธิ ถ้าเราสามารถจะเป็นเราได้ เราก็ย่อมจะพบกับความจริงสูงสุดที่เรียกว่าปรมัตถธรรมหรือสัจจะนั่นเอง

ที่เรียกว่าปรมัตถธรรมหรือสัจจะนั่น เอง นี่คือสิ่งที่เราจะซาบซึ้งในการนั่งสมาธิหรือในการปฏิบัติ การศึกษาพระพุทธศาสนา ก็คือการศึกษาขบวนการของความคิดของตัวเรานี่แหละ ซึ่งทุกสิ่งที่มันออกมาจากการพูดหรือการทำทางกายกรรม มันจะต้องออกมาจากความคิดก่อน เมื่อเราได้เริ่มศึกษาเรียนรู้ตนเอง เราก็จะเริ่มศึกษาเรียนรู้จากต้นกำเนิดของพฤติกรรมทางวาจาหรือทางกายของเรา

นั่นคือเรียนรู้ขบวนการของความคิดหรือเรียนรู้ขบวนการของจิตใจของเราเพื่อที่จะเข้าใจ
เมื่อเราเข้าใจแล้ว ขบวนการความคิดมันก็หายไป

ใจของเราก็จะเป็นอิสระจากอารมณ์ต่างๆที่ทำให้เกิดความคิดเหล่านั้น อิสระจากอวิชชา, อิสระจากความต้องการ หรือตัณหา, อิสระจากความยึดถือ หรืออุปาทาน ที่ทำให้เกิดของคู่ต่างๆ การปฏิบัติก็เพื่อให้เกิดปรีชาญาณหรือญาณทัศนะ เห็นสิ่งต่างๆตามความเป็นจริงหรือตามที่มันเป็นหรือมันเป็นของมันเช่นนั้น เอง

เมื่อเราเกิดความเข้าใจ โดยเฉพาะจิตใจของเรา การปล่อยวางอุปาทานหรือเครื่องผูกพันต่างๆมันก็จะปล่อยวางความยึดถือ จนในที่สุดจิตใจของเราก็เป็นอิสระจากอารมณ์ทั้งปวง อารมณ์ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย อารมณ์ในที่นี้หมายถึงสิ่งที่มันมากระทบทางตาก็คือรูปต่างๆ,สิ่งที่มากระทบ ทางหูก็คือเสียง, ทางจมูกก็คือกลิ่น, ทางลิ้นก็คือรส,


สิ่งต่างๆที่มากระทบทางกาย เย็น ร้อน อ่อน แข็ง หรือความรู้สึกนึกคิด ความจำต่างๆที่ทำให้เราเกิดความรู้สึกพอใจบ้าง ไม่พอใจบ้าง นี่จิตของเรายังไม่เป็นอิสระ


ถ้าจิตของเราเป็นอิสระ พอรับรู้อารมณ์ต่างๆทางทวารต่างๆ ใจเราจะนิ่งเฉยมั่นคง นี่คือสมาธิแล้วเราก็จะเห็นสิ่งต่างๆ มันเป็นของมันเช่นนั้นเอง นี่เรียกว่า จิตใจของเราเป็นอิสระแล้ว,


หลุดพ้นแล้วเสียจากการเป็นทาสของอารมณ์ต่างๆ,ปัญหาต่างๆที่มันเกิดขึ้น เพราะมันมีตัวเรา เมื่อตัวเราไม่มี, ปัญหาก็ไม่เกิดขึ้น การดำเนินชีวิตอย่างถูกต้องหรือดำเนินชีวิตพรหมจรรย์ก็คือ การดำเนินชีวิตอย่างเป็นอิสระจากอารมณ์ต่างๆ ในขณะเดียวกันเราก็มีความสัมพันธ์เป็นหนึ่งเดียวกับสรรพสิ่งด้วย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะทำอะไรก็ได้โดยที่เราไม่คำนึงถึงกฎเกณฑ์ ธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมของสังคมนั้นๆ ความเป็นอิสระหมายถึงจิตใจที่ไม่ตกเป็นทาสของอารมณ์ต่างๆ


ที่ตกเป็นทาสก็คือเมื่อเรารับรู้แล้วเราจะมีความรู้สึกพอใจ ไม่พอใจ ชอบ ไม่ชอบ เกิดความรู้สึกอยากได้คือความโลภ เกิดความรู้สึกปฏิฆะคือความโกรธ นี่เรายังตกเป็นทาสของอารมณ์ แต่ถ้าเราเป็นอิสระไม่ตกเป็นทาสของอารมณ์ก็คือเมื่อเรารับรู้แล้วใจของเรา ไม่เอาสิ่งนั้นมาปรุงแต่งให้เกิดความรู้สึกบวก ความรู้สึกลบ, ให้เกิดความรู้สึกที่เป็นของคู่ๆขึ้นมา นี่คือเราเป็นอิสระจากอารมณ์ต่างๆที่มากระทบทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น

ทางกาย ทางใจ, จิตที่มีอิสรภาพก็จะมีคุณภาพ ซึ่งจะแสดงออกเป็นบุคคลิกภาพของความเป็นมนุษย์ที่แท้ ที่ตื่นขึ้นแล้วจากการเห็นโลกในทัศนะใหม่ ในทัศนะที่ผิดไปจากเดิม,


แต่ก่อนนี้เราเห็นสิ่งต่างๆเป็นของคู่ๆ จากขบวนการของการลงความเห็น แต่ในทัศนะใหม่ที่เราเข้าถึงสัจจะแล้ว หรือมีอิสรภาพแล้วนี่ เราจะเห็น สิ่งต่างๆ มันเป็นของมันเช่นนั้นเอง มันเป็นตามที่มันเป็น เราก็จะรู้ถึงสิ่งต่างๆตามที่มันเป็นหรือตามความเป็นจริง สิ่งต่างๆหรือความจริงเขาแสดงตัวอยู่ตลอดเวลา สัจจะหรือ ความจริงแสดงตัวอยู่ตลอดเวลา

แต่จิตใจของเราไม่สงบจากขบวนการของความคิดที่เป็นเหตุเป็นผล เราจึงไม่สามารถจะสัมผัสกับสัจจะที่มันแสดงตัวของมันเองอยู่ตลอดเวลาได้


แม้เราจะไม่รู้,สัจจะก็ทำงานของเขาอยู่ ถ้าเราไม่รู้เราก็เป็นปุถุชน ถ้าเรารู้เราเข้าถึงสัจจะเราก็เป็นอริยชน ในการปฏิบัติที่แย่ ที่เลว,ก็คือการปล่อยปละละเลย หรือตรงกันข้าม การปฏิบัติที่เราบังคับควบคุมกำหนดจดจ้องไปที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งด้วยความต้อง การ นี่คือการปฏิบัติที่แย่ ผลก็จะไม่เกิด สมาธิก็จะไม่เกิด


ปัญญาก็จะไม่เกิด เราต้องปฏิบัติอย่างใส่ใจ,ไม่ใช่ปฏิบัติอย่างตั้งใจ เราจะต้องมีพลังของความใส่ใจ ใส่ใจรู้ทั่วพร้อมในตัวเราให้มันต่อเนื่อง เราจะพบกับความสงบที่แท้จริง, ความสงบที่สมบูรณ์เหมือนกับปล่อยโคไปกินหญ้าตามทุ่ง นานๆเราก็ขึ้นต้นไม้ดูโคสักที,หรือเหมือนโคแม่ลูกอ่อนเล็มหญ้ามีลูกน้อยตัว หนึ่งวิ่งเล่นไปมา แม่โคเล็มหญ้าไปด้วยก็ชำเลืองดูลูกไปด้วย นี่คือการปฏิบัติในแนวทางสายกลาง


หรือเหมือนกับที่พระพุทธองค์หลังจากที่ได้ตรัสรู้แล้ว พระองค์ก็เดินทางไปพบกับปัญจวัคคีย์แสดงธรรมจักกัปปวัตตนสูตร ใจความก็คือชี้ให้เห็นทางสายกลาง สมณะทางสุดโต่งทั้งสองไม่ควรเดิน ให้เดินทางสายกลาง,และท่านอัญญาโกณฑัญญะก็ได้บรรลุธรรมคือได้เห็นทาง สายกลาง,


ได้เข้าถึงสัจจะ,ได้เห็นสิ่งต่างๆตามที่มันเป็น,ได้เป็นหนึ่งเดียวกับสรรพ สิ่ง นี่คือทางสายกลาง หรือเหมือนกับที่พระพุทธองค์ทรงปฏิบัติและตอบเทวดาที่มาถามว่าพระองค์ ปฏิบัติอย่างไรจึงข้ามโอฆะสงสารได้ในโอฆะสูตร พระองค์ก็ตอบว่าเราปฏิบัติในขณะที่เรายืน เราเดิน เรานั่ง เรานอน ในอิริยาบททั้ง 4 นี่เราปฏิบัติอย่างไม่พักไม่เพียร


ถ้าจิตของเรายังอยู่ในระดับจิตสามัญสำนึก เราก็จะไม่เข้าใจ เอ๊ะไม่พัก ก็ปฏิบัติทั้งวันทั้งคืน อ้าวบอกว่าไม่เพียร,ไม่เพียรคือไม่ต้องทำอะไร,เราเลยไม่เข้าใจพระสูตรนี้ พักเพียรเป็นของคู่ ถ้าเราพักเราก็จมอยู่ ถ้าเราเพียรเราก็ลอย ปฏิบัติอย่างไม่พักไม่เพียรไม่จมไม่ลอย ปฏิบัติอย่างไร


พักเพียรเป็นของคู่ จมลอยเป็นของคู่ ไม่ มีจมไม่มีลอยไม่มีพักไม่มีเพียร คือในขณะที่พระองค์ยืน เดิน นั่น นอน ไม่มีของคู่คืออยู่เหนือของคู่ จิตของพระองค์อยู่เหนือของคู่ก็คือจิตว่าง จิตที่เข้าถึงสัจจะสูงสุด จิตที่เข้าถึงจิตที่ประภัสสร.


จิตที่เข้าถึงทางสายกลาง จิตที่ออกไปพ้นแล้วจากสังสารวัฏฏ์ จิตที่พ้นไปแล้วจากความรู้สึกว่ามีตัวเราเป็นศูนย์กลาง นั่นแหละคือการปฏิบัติของพระพุทธองค์ 2,500 ปีผ่านไปแล้ว “สิ่ง”หรือ “สัจจะ”ก็ยังดำรงอยู่ ที่พระองค์ตรัสว่า โยธัมมังปัสสติ โสมังปัสสติ ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเราตถาคต นั่นแหละถ้าเราเข้าถึงทางสายกลางหรือสัมผัสได้กับทางสายกลาง นี่เราได้เห็นธรรมแล้ว ได้ดวงตาเห็นธรรมแล้ว เราได้พบพระพุทธองค์แล้ว เป็นหนึ่งเดียวกับพระพุทธองค์แล้ว


แม้ชั่วช้างกระดิกหู งูแลบลิ้น เรียกว่าเราได้ดวงตาเห็นธรรม เราได้เห็นทางที่จะดำเนินไปแล้ว,เห็นทางของการปฏิบัติแล้ว


ถ้าเมื่อใดก็ตาม ถ้าเราหล่นมาจากทางสายกลาง, ทางที่ไปพ้นจากของคู่, เราก็ตกไปอยู่บนทางสายคู่ที่เราเคยชินมันมาตั้งแต่เราเริ่มจำความได้ เดี๋ยวนี้เราอายุเท่าไรแล้ว เราอยู่กับทางสายคู่ เราอยู่กับการให้ค่าตัดสินลงความเห็นที่เป็นของคู่ๆนั่นคือเราดำเนินชีวิต อยู่บนฐานของจิตที่เป็นเหตุผลหรือเป็นทวิภาวะ ด้วยการสังเกต ด้วยการเรียนรู้ศึกษาเพื่อให้เกิดความเข้าใจ นี่แหละจะทำให้เราตื่นขึ้นแล้วอยู่เหนือพ้นโลกมายา,พ้นไปจากโลกของของคู่ จิตของเราก็จะพัฒนาไปสู่มิติที่เรียกว่าจิตเหนือสำนึกหรือจิตเหนือโลก


หรือโลกุตตรจิต นั่นก็คือสภาวะจิตที่ไม่มีของคู่นั่นเอง ไม่มีกาลเวลา ไม่มีอดีต ไม่มีปัจจุบัน ไม่มีอนาคต นี่คือจุดเริ่มต้นของการปฏิบัติ


ถ้าเรายังหาทางสายกลางหรือสภาวะที่พ้นไปจากความรู้สึกว่ามีตัวเรา,พ้นไปจาก การรับรู้อย่างแบ่งแยก มีสิ่งที่ถูกรู้,มีผู้รู้ไม่ได้แล้วละก้อ เราก็ยังตกไปอยู่ในมิติของจิตสามัญสำนึก ที่เปรียบไว้เหมือนเขาวงกต เรายังไม่ออกจากเขาวงกต เรายังหลุดพ้นไปจากสังสารวัฏฏ์,เรายังหลุดไปจากโลกของคู่ไม่ได้ เราก็ไม่สามารถจะสัมผัสกับความจริงแท้ที่เรียกว่าอมตธรรมได้เลย อมตธรรมเท่านั้นที่จะทำลายอุปาทานเครื่องพันธนาการที่ร้อยรัดจิตใจมนุษย์ให้ หลุดพ้นออกไปได้


สัจจะที่เป็นฐานของปรีชาญาณจะทำลายความรู้สึกว่ามีตัวเรา จะทำลายความเห็นต่างๆที่ผิดไปจากความเป็นจริงหรือความเห็นที่วิปลาส ทิฐิวิปลาสต่างๆ เข้าไปสัมผัสกับความจริงแท้ ความจริงที่เราสามารถจะรับรู้ได้ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ด้วยธรรมชาติรู้ของปรีชาญาณที่เห็นในความเป็นเช่นนั้นเองของสรรพสิ่ง ในแต่ละขณะของการดำรงชีวิตอยู่ของเรา นี่คือเป้าหมายของการปฏิบัติ หากเรายังไม่สามารถจะเข้าใจประเด็นของการปฏิบัติ


การปฏิบัติของเราก็จะไม่กว้าหน้า การปฏิบัติของเราก็ไม่สามารถจะเข้าถึงความเป็นอิสรภาพ, เข้าถึงความเป็นเอกภาพ,เข้าถึงสมบูรณภาพได้เลย.


ประเด็นที่อาตมาพยายามชี้แนะให้ญาติโยมเป็นจุดเริ่มต้นก็คือเราต้องเข้าถึงจิตที่ประภัสสร ของ เราก่อน สัมผัสถึงจิตที่ยังไม่ได้ปรุงแต่งอะไรของเราก่อน เห็นความบริสุทธิ์หรือเห็นความปกติของจิต จิตบริสุทธิ์ของเรานั่นแหละจะสัมผัสหรือเป็นหนึ่งเดียวกับสัจจะสูงสุด ปรีชาญาณที่เกิดจากจิตที่ประภัสสรหรือจิตที่เป็นหนึ่งเดียวกับสัจจะสูงสุดนั่น แหละจะทำให้เรารู้หรือสัมผัสหรือตระหนักรู้,หยั่งรู้สิ่งต่างๆที่เราสามารถ จะรับรู้ได้ตามที่มันเป็นจริง หากเรายังใช้ปัญญาในระดับเหตุผลแล้วเรายังเห็นสิ่งต่างๆเป็นของคู่ คือเห็นมันเกิดเห็นมันดับ เห็นมันเที่ยงเห็นมันไม่เที่ยง นี่เป็นพวกอัตถิกวาทะ - นัตถิกทิฐิ หรือสัสตทิฎฐิ-อุจเฉททิฐิ ซึ่งมีอยู่ในสมัยพุทธกาล


แต่ในทัศนะของพระพุทธองค์ ท่านไม่อาจกล่าวได้ว่าสิ่งทั้งปวงหรือสรรพสิ่งไม่อาจกล่าวได้ว่ามีอยู่หรือไม่มีอยู่
นั่นคือความสุดโต่งทั้ง 2 ในทัศนะของพระพุทธองค์ท่านกล่าวเป็นกลางๆว่าถ้าสิ่งนี้มี,มันต้องมีเหตุมี ปัจจัย เพราะอวิชชาทำให้เกิดสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัยจึงทำให้เกิดวิญญาณ ถ้าไม่มีสิ่งนี้ สิ่งนี้ก็ไม่มี เพราะไม่มีอวิชชาจึงไม่มีสังขาร เพราะไม่มีสังขารจึงไม่มีวิญญาณ นี่ธรรมที่เป็นกลางในทัศนะของพุทธปรัชญา ถ้าเราสามารถจะเข้าถึงด้วยประสบการณ์ที่ใจของเราสามารถจะสัมผัสได้ เราก็จะซาบซึ้งกับความหมายของชีวิตและความตายว่ามันเป็นสิ่งเดียวกัน


เราก็จะไม่กลัวตายอีกต่อไป เราจะพบความสุขที่แท้จริงที่เรียกว่าความสุขนิรันดร, ความสุขที่ไม่ต้องอิงอาศัยปัจจัยภายนอก,ความสุขที่ไม่ต้องอิงอาศัยวัตถุภาย นอก แต่เป็นความสุขที่เกิดจากใจที่มีความรักความเมตตา ความสุขที่เกิดจากปิติ ที่เกิดจากเราได้รวมกับสรรพสิ่ง หรือกลับคืนไปสู่ความเป็นหนึ่งเดียวกับสรรพสิ่ง เหมือนน้ำตกที่มันกลับคืนไปสู่อ้อมอกของแม่น้ำ เรากลับคืนไปสู่ธรรมชาติ จาคะสละความรู้สึกว่ามีตัวเรา ไปสู่ความเป็นหนึ่งเดียวกับความเป็นทั้งหมดหรือสรรพสิ่งอันกว้างใหญ่ไพศาล อย่างไม่มีขอบเขตจำกัด เราก็จะเข้าใจชีวิต,เข้าใจโลก,เข้าใจจักรวาล, เข้าใจธรรมชาติ, เข้าใจความหมายของการดำรงชีวิตอย่างพรหมจรรย์ นี่คือแนวทางการศึกษาการเรียนรู้ที่พระพุทธองค์ทรงวางหลักการไว้หรือให้คำ ตอบแก่ชาวโลกว่า
ถ้าเราจะดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขแล้ว ให้ดำเนินชีวิตในทัศนะที่เห็นโลกตามความเป็นจริง คือเห็นโลกมันเป็นเช่นนั้นเองหรือตามที่มันเป็น ไม่ใช่เห็นโลกเป็นของคู่ๆ ไม่เห็นโลกสุดโต่งไปในส่วนที่เห็นว่ามันมีอยู่หรือไม่มีอยู่ ถ้าเราเห็นโลกแล้ว เราไม่อาจกล่าวได้ว่ามันมีอยู่หรือมันไม่มีอยู่ นี่แหละคือทัศนะของพระพุทธองค์ที่เราได้เข้าถึงความจริงสูงสุด หรือได้ไปเป็นหนึ่งเดียวกับสัจจะ


นี่คือเป้าหมายของการปฏิบัติ ก็จะทำให้เราเกิดบุคคลิกภาพหรือพฤติกรรมในการแสดงของสัจจะในความเป็นหนึ่ง เดียวหรือที่เรียกว่าวิถีพุทธรรม จากขณะหนึ่งไปสู่ขณะหนึ่ง จากขณะหนึ่งไปสู่ขณะหนึ่ง นั่นคือเราไปพ้นเวลา ไปพ้นอดีต ไปพ้นปัจจุบัน ไปพ้นอนาคต


แต่เราเคลื่อนไหวจากขณะหนึ่งไปสู่ขณะหนึ่งด้วยความสมบูรณ์ ด้วยความเป็นเอกภาพของความเป็นองค์รวม ของสรรพสิ่งในแต่ละขณะ ถ้าเราสามารถที่จะรักษาจิตใจของเราให้สงบนิ่ง เห็นความสงบ เห็นความนิ่งอยู่ที่ก้นบึ้งของจิตใจของเราได้ตลอดเวลา


เราก็จะพบกับความมหัศจรรย์ของชีวิต, พบกับความเร้นลับของชีวิตในอีกมิติหนึ่งซึ่งต่างไปจากมิติที่เราเคยดำเนิน ชีวิตอยู่บนทางสายคู่ อยู่บนมิติของเหตุผลบนมิติของความรู้สึกว่ามีตัวเรา


การปฏิบัติเราจะต้องบรรลุผ่านความรู้สึกว่ามีตัวเราไปสู่อีกมิติหนึ่งที่ เป็นมิติของความจริงแท้ ซึ่งเราจะสามารถสัมผัสได้ที่กายยาววาหนาคืบของเรา เป็นสิ่งที่เราจะต้องเรียนรู้ คำสอนของพระพุทธองค์มีอยู่ในทุกขณะ, มีอยู่ในทุกอิริยาบท เป็นสิ่งที่เราต้องเรียนรู้จริงๆจากความจริงที่มันแสดงตัวอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นความจริงที่เกิดจากเหตุปัจจัยหรือความจริงที่ไม่มีเหตุไม่มี ปัจจัย

ความจริงทั้งสองทำงานร่วมกัน เป็นความจริงหนึ่งเดียวหรือเป็นสัจจะหนึ่งเดียว ให้สัมผัสได้ด้วยการตระหนักรู้ของเรา นั่นแหละคือเป้าหมายของการเข้าใจตัวเรา,เข้าใจธรรมชาติ และเราก็มีวิถีของการดำเนินชีวิตอีกทัศนะหนึ่งซึ่งไม่มีตัวเราเป็นศูนย์กลาง


กิจการงานต่างๆก็จะเป็นการงานที่แท้จริง, เป็นศักดิ์ศรีของการงาน,เป็นคุณค่าหรือคุณภาพของการดำรงชีวิตอยู่เป็นมนุษย์ ที่แท้จริง,เป็นมนุษย์ที่ตื่นแล้วจากการหลับใหล, เป็นมนุษย์ที่เปลี่ยนแปลงแล้วจากทัศนะหรือโลกที่คับแคบเหมือนในกระเปาะไข่ ออกมาสู่โลกภายนอก,ออกมาสู่มิติที่ไม่มีขอบเขตจำกัดของธรรมชาติรู้ที่เรียก ว่าปรีชาญาณในทุกขณะ เราจะต้องมีความเพียรอย่างถูกต้อง มีความเพียรที่อยู่บนฐานของปัญญาญาณ มีความเพียรอย่างต่อเนื่องที่อยู่บนฐานของสัมมาทิฐิคือการเห็นจิตที่มันสงบ นิ่งอยู่ตลอดเวลา

ใช้ความเพียรอย่างต่อเนื่องด้วยศรัทธา ด้วยวิริยะ ด้วยความอดทนที่ไม่มีตัวเราเป็นผู้อดทน แล้วเราก็จะเข้าถึงขันติบารมี วิริยะบารมี นี่คือสิ่งที่เราต้องตั้งปณิธานว่าในชีวิตนี้หรือในอัตภาพนี้ เราจะต้อง เป็นหนึ่งเดียวกับความจริง เป็นหนึ่งเดียวกับสัจจะหรือดำรงอยู่ในสัจจะให้ได้


เป็นสาระของชีวิตที่เราต้องเพียรปฏิบัติให้มันได้ในทุกขณะหรือในทุกอิริยาบท หรือในกิจวัตร ในกิจกรรมการงานประจำวันในชีวิตของเรา


การปฏิบัติก็จะไม่ใช่การปฏิบัติอีกต่อไป ก็จะเป็นการดำเนินชีวิตอยู่ในองค์รวม ไม่ว่าเราจะพูด เราจะคิด เราจะทำการงานประกอบอาชีพ มีความเพียร มีสติ มีสมาธิ สมังคีหรือรวมเป็นหนึ่งเดียวกันในกระจก อยู่ในสัมมาทิฐิ อยู่ในความว่าง เราก็จะได้พบความหมายแท้จริงหรือสาระที่แท้จริงของการที่เราเกิดมาเป็น มนุษย์


ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า ทันโตเสฐโฐ มนุสเสสุ ในหมู่มนุษย์ทั้งหลาย ผู้ฝึกตนดีแล้วประเสริฐที่สุด ถ้าเรายังไม่ได้ฝึกตนเลยเราก็ยังไม่พัฒนาศักยภาพของเราเลย เราก็ไม่อาจจะพูดได้ว่าเราเป็นมนุษย์ประเสริฐได้ ถ้าเราได้ฝึกฝนในแนวทางที่พระพุทธองค์ได้ทรงวางไว้คือทางสายกลาง เราก็จะพบสิ่งเหล่านี้ ที่อาตมาพูดมาทั้งหมดนี้ก็พูดมาจากประสบการณ์ของการปฏิบัติ, ประสบการณ์ในแต่ละขณะที่กำลังสัมผัสอยู่ในความกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับสรรพ สิ่งที่รับรู้ได้หรือตระหนักรู้ได้ในขณะที่พูด



ในขณะที่เคลื่อนไหว ด้วยจิตใจที่สงบนิ่งอยู่ก้นบึ้งของจิตใจ เพราะฉะนั้นเป้าหมายคือสาระของชีวิตที่เป็นเป้าหมายของเราที่ว่าความเห็นถูก ต้องก็คือเป้าหมาย ตรงนี้แหละ เราจะต้องมีเป้าหมาย ตรงนี้มันจึงจะเป็นความเห็นที่ถูกต้อง เมื่อเรามีเป้าหมายที่ชัดเจน การปฏิบัติของเราก็ชัดเจน มันก็จะรู้ได้จากการปฏิบัติแต่ละขณะนำไปสู่เป้าหมายนั้นไหม แม้ในชั่วขณะหนึ่งของความสมบูรณ์ก็ตาม

นำธรรมะเกี่ยวกับการปฏิบัติในทางพระพุทธศาสนา
มาชี้แนะให้ญาติโยมที่สนใจในการปฏิบัติ
นั่นคือทางสายกลางที่อาตมา
พยายามชี้แนะแนวทางของการเริ่มต้น
การปฏิบัติคือหาให้พบ”ทางสายกลาง”
แล้วนำมาใช้ในชีวิตประจำวันของเรา
ในจักรวาลนี้มีความจริงอยู่ 2 อย่างนั่นคือ


- ความจริงที่มีเหตุมีปัจจัยปรุงแต่ง

เราเรียกว่าสังขตธรรม ธรรมที่มีเหตุมีปัจจัยปรุงแต่ง
สิ่งเหล่านี้ตั้งอยู่, เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป คือมันเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
ตกอยู่ในลักษณะที่เรียกว่าไตรลักษณ์คืออนิจจัง คือไม่เที่ยง,
ทุกขังทนอยู่สภาพเดิมไม่ได้ อนัตตาคือไม่อาจกล่าวได้ว่ามีตัวตนหรือไม่มีตัวตน
นี่คือความจริง, แต่ยังไม่ใช่ความจริงแท้,


- ความจริงที่แท้ ความจริงขั้นสุดท้าย

หรือความจริงสูงสุดที่เรียกว่าอมตธรรม
หรือสัจจะขั้นอันติมะ เป็นความจริงที่อยู่ได้ด้วยตัวของมันเอง


ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง ไม่มีจุดเริ่มต้น,
เกิดมาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
จะไปสิ้นสุดเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ไม่มีจุดสิ้นสุด เป็นอมตะ

สัมผัสได้ด้วยจิตใจ ที่บริสุทธิ์เท่านั้น
ไม่สามารถจะสัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5
คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย แต่สามารถจะรู้ได้หรือตระหนักรู้ได้ด้วยจิตใจที่สงบ,
จิตใจที่ประภัสสรเท่านั้นนี่คือความจริงทั้ง 2 ที่เรียกว่า อสังขตธรรมกับสังขตธรรม

พูดโดยโวหารโลกดูเหมือนมี 2 อย่าง แต่ถ้าเราเข้าถึงความจริง เข้าถึงสัจจะสูงสุดแล้ว

เราจะเห็นว่าสัจจะทั้ง 2 ทำงานร่วมกันเป็นสัจจะหนึ่งเดียว

สังขตะคืออสังขตะ หรือปรากฎการณ์

ก็คืออาการหรือพฤติของอสังขตธรรมหรือความว่างนั่นเอง
ที่อาตมาเคยเปรียบเหมือนคลื่นกับน้ำ

น้ำก็คืออสังขตธรรม คลื่นก็คือสังขตธรรม คลื่นเป็นอาการของน้ำ ถ้าไม่มีน้ำก็ไม่มีคลื่น

ถ้าไม่มีสัจจะสูงสุด,ไม่มีอสังขตธรรม ก็ไม่มีสังขตธรรม ไม่มีความว่างก็ไม่มีปรากฏการณ์

เพราะฉะนั้นในการปฏิบัตินี่เราก็ไม่ควรไปเน้นด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะ

ความเป็นหนึ่งเดียวมันก็มีคุณค่า แต่ความหลากหลายมันก็เป็นความงามเช่นกัน

ในความเข้าใจเช่นนี้ เข้าใจว่ามันมี 2 นี่มันก็จะเกิดช่องว่างระหว่างหนึ่งเดียว
และหลากหลายแต่ความเป็นหนึ่งเดียว
หรือสัจจะสูงสุดนี่และความหลากหลาย มันเป็นสิ่งเดียวกัน

ดังนั้นเราควรจะชื่นชมกับความหลากหลายประสบการณ์ในความเป็นหนึ่งเดียวนี่เอง.

ที่เราเน้นในการงานในชีวิตประจำวันให้เป็น การภาวนา

เราจะต้องกำจัดช่องว่าง หรือไม่ให้มันมีช่องว่างระหว่างเรากับสรรพสิ่ง
แล้วเราจะพบความงาม ความเร้นลับของชีวิตเรา
การฝึกสมาธิภาวนาและการทำงานในชีวิตประจำวันมันเป็นสิ่งเดียวกัน

เราเรียกว่าสมาธิภาวนาว่าเป็นกิจกรรม เป็นกิจกรรมที่แท้ในชีวิตประจำวันของเรา

และเรียกกิจกรรมในชีวิตประจำวันของเราว่าเป็นการปฏิบัติหรือการภาวนาที่แท้ด้วย
ดังนั้นในกิจกรรมหรือการเคลื่อนไหวนี่มันต้องมีความสงบหรือความนิ่ง
และในความสงบหรือความนิ่ง มันก็จะอยู่ในกิจกรรมด้วย

ทั้งความสงบและความนิ่งมันก็ไม่ต่างกัน

ความสงบก็คือความนิ่ง ความสงบก็คือกิจกรรม
เหมือนกับเหรียญ 2 ด้านที่ร่วมทำงานเป็นหนึ่งเดียวกัน
ดังนั้นจึงไม่มีความแตกต่างระหว่างของคู่,
ไม่มีความแตกต่างระหว่างสัจจะทั้ง 2

เมื่อเราเข้าถึงสัจจะแล้วนี่เราก็จะเห็นว่าถูกก็คือผิด

คนฉลาดก็คือคนโง่ คนโง่คือ คนฉลาด สูงก็คือต่ำ ดำก็คือขาว
กิเลสก็คือพุทธะ คือเราจะเห็นว่ามันเป็นเช่นนั้นเอง มันไม่มีความแตกต่าง

แต่มันก็ไม่ได้เหมือนกัน คือสภาวจิตที่เราไปพ้นมิติของจิตสามัญสำนึก

เราจะไม่เน้นที่ด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะ เราจะไม่เน้นหนึ่ง, เราจะไม่เน้นความสงบ,
เราจะไม่เน้นความหลากหลายหรือเราจะไม่เน้นในความเป็นทั้งหมด

สิ่งที่เราเน้นก็คือการรู้จักสิ่งต่างๆตามที่มันเป็น

หรือมันเป็นของมันเช่นนั้นเอง
แต่เราควรจะเข้าใจชีวิตในลักษณะนี้
ชีวิตของเราก็จะไม่มีปัญหา
นั่นก็คือวิถีชีวิตที่ไม่มีตัวเราเป็นศูนย์กลาง,


วิถีชีวิตของพุทธธรรมหรือวิถีของพุทธธรรม

ชีวิตที่มีปัญหาเพราะว่าเราไปยึดติดที่ด้านใดด้านหนึ่งเป็นพิเศษ
เราต้องยอมรับสิ่งต่างๆตามที่มันเป็น นี่ก็คือการมองสิ่งต่างๆของเรา
และก็เป็นวิธีที่เราจะต้องดำรงชีวิตอยู่ในโลกนี้ด้วยประสบการณ์เช่นนี้

อยู่นอกเหนือความคิดหรืออยู่เหนือความคิดระดับจิตสามัญสำนึก

ในโลกของความคิดนี่ย่อมมีความแตกต่าง,มีการแบ่งแยก,
เป็นทาสของเวลา มีอดีต มีปัจจุบัน มีอนาคต มีความแตกต่าง มีตัวเราเป็นศูนย์กลาง


ในระหว่างความเป็นหนึ่งและความหลากหลาย

เราก็จะไม่ไปติดอยู่ในข้างใดข้างหนึ่ง
เมื่อเรามีปัญหาทางอารมณ์ขึ้นมา แต่มันไม่ใช่ปัญหาจริงๆ

มันถูกสร้างขึ้นจากเหตุจากปัจจัย

จากความคิดที่เกิดจากอวิชชา
หรือทัศนะที่เราเอาตัวเราเป็นศูนย์กลาง

เนื่องจากเราไปให้ความสำคัญด้านใดด้านหนึ่งเป็นพิเศษ
นั่นก็คือการยึดติดนั่นเอง ปัญหาก็เกิดขึ้นมากมาย
ฉะนั้นโดยแก่นสารแก่นสาระ
ความสุขก็คือความทุกข์ นี่คือความเข้าใจที่แท้

การถ่ายทอดธรรมะที่มาจากพระพุทธองค์มาถึงเรา

นี่แหละคือประเด็นที่อาตมาพยายามชี้แนะว่าการปฏิบัติการภาวนานี่

เราจะต้องพัฒนาศักยภาพจิตของเราให้อยู่เหนือจิตสามัญสำนึกให้ได้

ในจุดเริ่มต้น ทางสายกลางนี่เป็นสภาวะที่เราได้พัฒนา
หรือได้ยกจิตของเราสู่จิตเหนือสำนึกแล้ว มันจึงไม่มีของคู่

เมื่อเรายกจิตเหนือสำนึกขึ้นไปสู่กับความเป็นหนึ่งเดียวกับสัจจะสูงสุด

หรือเรียกว่าโลกุตตรจิต
ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำเราไปสู่การปล่อย การวาง
การละเครื่องพันธนาการต่างๆที่เราเคยดำเนินชีวิตมาด้วยอวิชชาจนเกิดความเคยชิน
หรือเกิดอนุสัยในการที่จะมองโลกในทัศนะที่ผิดไปจากความเป็นจริง
หรือในทัศนะที่เป็นเหตุเป็นผล,

ในทัศนะที่เป็นของคู่ จึงกล่าวได้ว่ามนุษย์ปุถุชนเรานี่ตกเป็นทาสของคู่,

ตกเป็นทาสของเวลา, ตกเป็นทาสของเงื่อนไขต่างๆ นั่นก็คือความยึดถือนั่นเอง


เราก็จะต้องหาทางซึ่งเป็นตามธรรมชาติ

หาทางที่จะพัฒนาจิตของเราให้พ้นไปจากของคู่,
พ้นไปจากการรับรู้อย่างแบ่งแยก.
นี่แหละอุบายต่างๆ รูปแบบใดๆก็ตาม.
เป้าหมายของอุบายนั้นก็เพื่อที่จะไปรับรู้
หรือพัฒนาจิตขึ้นไปอยู่ในระดับจิตเหนือสำนึก
แล้วการรับรู้ก็จะไม่แบ่งแยกอีกต่อไป,

จะไม่มีสิ่งที่ถูกรู้ จะไม่มีผู้รู้

ตราบใดที่เรายังรับรู้อย่างแบ่งแยก,
มีรูปมีนาม, มีสิ่งที่ถูกรู้,

มีผู้รู้ มิติของจิตนั้นก็ยังเป็นมิติของจิตสามัญสำนึกนั่นเอง
ซึ่งในมิติของจิตสามัญสำนึกนี่
ภูมิปัญญาของมันมีขอบเขตจำกัด
ปัญญาไม่สามารถจะสัมผัสกับสัจจะสูงสุดได้


ปัญญาที่เกิดจากสัจจะสูงสุดหรือเกิดจากจิตที่บริสุทธิ์นี่

มันเป็นปัญญาที่ไม่มีขอบเขตจำกัด
แต่ปัญญาในระดับจิตสามัญสำนึก
ที่มีตัวเราเป็นศูนย์กลาง มันมีขอบเขตจำกัด
มันรู้เฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่งหรือทางทวารใดทวารหนึ่ง

เพราะฉะนั้นนักปฏิบัติจะต้องเข้าใจตรงนี้ด้วย

และแยกให้ออกว่าปัญญาชนิดไหนที่เราจะต้องฝึกฝนอบรมให้เกิดขึ้น
หลักการสังเกตง่ายๆเมื่อเกิดปัญญาที่ไม่มีขอบเขตจำกัดนี่
ความรู้สึกว่ามีตัวเรามันจะหายไป,
มันจะไม่มีความรู้สึกว่ามีตัวเรา การรับรู้ก็จะไม่แบ่งแยก

เราจะรับรู้เป็นหนึ่งเดียวกับสรรพสิ่งรอบๆตัวเรา

นี่คือการปฏิบัติที่เราสามารถจะค้นพบจุดเริ่มต้นหรือทางสายกลาง
ก่อนที่จะมีอะไรปรากฏขึ้นในความสงบหรือในจิตที่ว่างของเรานี่

เราจะไม่รู้ถึงความสงบ เมื่อจิตของเราว่าง,

เราไม่ค่อยรู้หรอกว่ามันมีความสงบหรือไม่สงบ,

ต่อเมื่อมีสิ่งใดปรากฏขึ้นมา เราก็จะรู้จักความสงบ

นั่นคือเมื่อมีอารมณ์ใดกระทบ
แต่ก่อนเราเคยหวั่นไหว เดี๋ยวนี้เราเฉยได้ เราเป็นปกติได้,

นี่แหละเราจะรู้จักความสงบ ที่อาตมาเคยเปรียบเทียบว่า เมฆมีไว้เพื่อดวงจันทร์
เราจะรู้ว่าดวงจันทร์มันกลมหรือไม่กลมต่อเมื่อมันมีเมฆมาบดบัง

ถ้าไม่มีเมฆมาบดบัง เราก็จะไม่เห็นความกลมของดวงจันทร์ได้
ฉันใดสัจจะสูงสุดนี่เราไม่อาจจะสังเกตเห็นได้ในสภาวะตัวของมันอย่างโดดๆ


ต่อเมื่อมีอารมณ์ต่างๆมากระทบหรือปรากฏการณ์ต่างๆมากระทบ.
เราก็จะเห็นสัจจะสูงสุด เห็นความสงบหรือความไม่เปลี่ยนแปลงของสัจจะสูงสุดได้ชัดเจน
เพราะฉะนั้นเมื่อมีบางอย่างเกิดขึ้นท่ามกลางความเป็นปกติหรือท่ามกลางความสงบ

เราก็จะพบความสงบอย่างชัดเจน เขาจึงกล่าวว่า

เมฆมีไว้เพื่อดวงจันทร์ ลมมีไว้เพื่อดอกไม้ นี่เป็นสุภาษิตญี่ปุ่น
เรามองเมฆที่มันบังดวงจันทร์ มันบังบางส่วนไว้ เราจึงสามารถเห็นความกลมของดวงจันทร์
จะเห็นความงามของสัจจะสูงสุดแสดงตัวของมันเองและกลายเป็นปรากฏการณ์,

ทั้ง 2 ทำงานร่วมกันเป็นความจริงหรือเป็นสัจจะหนึ่งเดียว

ดังนั้นเราก็จะพบคุณค่าของสัจจะสูงสุดในชีวิตประจำวันของเรา มากกว่า
เราจะพบในขณะที่เรานั่งสมาธิ หากเราไม่เข้าใจประเด็นการปฏิบัติหรือการภาวนาแล้วละก้อ
การปฏิบัติของเราก็จะไม่ก้าวหน้า


ในชีวิตประจำวันของเรามันจึงมีแต่วัชชพืช มีแต่เมฆ มีแต่แมกไม้

เราไม่เห็นดวงจันทร์ เราก็ไม่เห็นคุณค่าของวัชชพืช
แต่ถ้าเราเห็นเมฆเห็นดวงจันทร์ เห็นความกลมของดวงจันทร์ เห็นแมกไม้ที่มันบังสิ่งต่างๆไว้
นั่นแหละที่จะทำให้เรามีปัญหาคือเราเน้นหรือตระหนักไปเพียงด้านใดด้านหนึ่งเป็นพิเศษ

ทำให้เกิดมีปัญหาที่เราดำเนินชีวิตผ่านมาสำหรับชาวพุทธที่แท้จริงแล้วนี่

วัชชพืชที่คนทั่วไปเห็นว่ามันไร้ค่า
แต่ถ้าเราเข้าใจประเด็น เห็นสัจจะสูงสุด,เห็นความสงบ
เราก็จะรู้จักว่าวัชชพืชนี่มันคือขุมทรัพย์ ถ้าเรามีทัศนคติเช่นนี้ เราถือคติเช่นนี้อยู่ในใจ

ไม่ว่าเราจะทำอะไรในการดำเนินชีวิตของเราก็คือศิลปะที่แท้จริง

นั่นก็คือเมื่อมีอุปสรรคใดๆผ่านเข้ามาในชีวิต
หรือที่เราเปรียบเหมือนวัชชพืช เราก็ศึกษาเรียนรู้มัน
เรียนรู้มันด้วยสติปัญญาที่ไม่มีขอบเขตจำกัด

อุปสรรคต่างๆก็จะเป็นวัชชพืชที่เป็นปุ๋ยให้ต้นไม้เจริญงอกงาม

อุปสรรคต่างๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิต
ถ้าเราสามารถจะเรียนรู้มันได้
นี่แหละคือการดำเนินชีวิตที่เป็นศิลปะที่แท้จริง

ถ้าเราใช้อุปสรรคนั้นในการเรียนรู้ ก็จะทำให้เรารู้ว่า

เราจะผ่านอุปสรรคไปด้วยจิตใจที่เป็นปกติ
หรือจิตที่ก้าวหน้าที่เกิดจากการปฏิบัติจริงไหม
หรือมันยังผ่านไม่ได้ทำให้เราเกิดปัญหาหรือมีปัญหาตกอยู่ในความทุกข์อยู่

นั่นก็จะเป็นเครื่องวัดที่เราปฏิบัติมาแล้ว ยังมีสิ่งที่บกพร่อง
เราก็จะต้องมีความเพียร มีความพยายามให้มากขึ้นไปกว่าเดิมอีก
อุปสรรคก็จะเป็นประโยชน์,ไม่ใช่อุปสรรคเป็นโทษต่อชีวิตของเราที่ทำให้เราทุกข์


ถ้าเรามองอุปสรรคให้เหมือนวัชชพืชที่จะสามารถบำรุงต้นไม้ได้

อุปสรรคก็จะเป็นเครื่องบำรุง ทำให้การปฏิบัติของเราก้าวหน้าขึ้น
ฉะนั้นเมื่อปฏิบัติหรือนั่งสมาธิ เราก็ควรนั่งเฉย ๆ นั่งเพื่อนั่ง นั่งด้วยความสงบของจิตใจ
นั่งหรือเดินจงกรมนี่ก็เพื่อให้ธรรมชาติที่แท้

ธรรมชาติที่บริสุทธิ์หรือจิตที่ประภัสสร แสดงตัวของมันออกมา

โดยที่เราไม่ต้องไปกำหนดอะไรทั้งสิ้นตั้งตัวให้ตรง รักษาสภาวจิตที่ยังไม่ถูกปรุงแต่ง

หรือจิตที่ประภัสสรนั่นแหละให้มันแสดงตัวของมันออกมา โดยไม่ได้คาดหวังหรือโดยไม่มีความต้องการ
แต่ให้เป็นไปตามธรรมชาติ ให้มันเป็นเองในความเป็นธรรมชาติของมัน

กายและใจก็เกิดความสมดุล,
เกิดความพอดี, เกิดความสมบูรณ์

นั่นก็คือการแสดงธรรมชาติที่แท้ของเราออกมานั่นเอง,

เราจึงต้องมีความพยายามที่ถูกต้อง หรือที่เรียกว่าสัมมาวายามะ ความพยายามที่ถูกต้อง

หรือความเพียรที่ถูกต้อง ก็คือความเพียรที่อยู่บนฐานของจิตที่ประภัสสร
ความเพียรที่อยู่บนฐานสัมมาทิฐิ คือปัญญาที่ไม่มีขอบเขตจำกัดนี่แหละ
แล้วเราก็ต้องทำให้มันต่อเนื่องที่อยู่บนฐานของจิตที่บริสุทธิ์

เมื่อใดก็ตามที่เราพบปัญหาหรือพบอุปสรรคของชีวิต

ที่ทำให้เราเกิดความทุกข์ความวิตกกังวล
ก็จะทำให้เราเกิดปัญญา
ถ้าเราสามารถจะนำอุปสรรค

หรือปัญหาเหล่านั้นมาเป็นสิ่งที่เราจะต้องเรียนรู้มัน
เมื่อเราเข้าใจมันก็จะทำให้เรารู้แจ้งแทงตลอด
ถึงอุปสรรคที่มันไม่ได้เป็นสิ่งถาวรอะไร

มันเปลี่ยนแปลงอยู่ มันเคลื่อนไหวอยู่
และเราก็เห็นสภาวะที่อยู่เบื้องหลังของปรากฏการณ์
นั่นก็คือความสงบของจิตใจ ความตั้งมั่นของจิตใจที่บริสุทธิ์

แต่ว่าทั่วไปนี่มันเป็นเรื่องยากที่เราจะเห็นอย่างนั้น

แต่ถ้าเรามีความเพียร มีความตั้งใจ เข้าใจประเด็น
การปฏิบัติของเราก็จะก้าวหน้า แต่เราก็จะต้องมีประสบการณ์

แม้มันจะเป็นความยากสักปานใดก็ตาม

เราจะต้องมีประสบการณ์นั้น คือนำปัญหามาเป็นสิ่งที่เราจะต้องเรียนรู้เพื่อผ่านไป

อุปสรรคต่างๆ มันเป็นเพียง เบื้องบนเขาส่งมาทดสอบความก้าวหน้าของเรา

ว่าเราจะผ่านอุปสรรคนั้นด้วยจิตใจที่ก้าวหน้า หรือจิตใจที่ไม่ก้าวหน้า.

แม้จิตใจของเราจะไม่ก้าวหน้า เรายังมีปัญหาที่ทำให้เราทุกข์

แต่ก็ยังมีประโยชน์ที่เราได้รู้ว่าการปฏิบัติของเราจะต้องมีความเพียรเพิ่มขึ้นอีก
เราจะต้องมีมานะพยายามและทำให้ต่อเนื่องมากกว่าเดิม
นั่นคือเราใช้วิกฤตให้เป็นโอกาสเราจะต้องมีประสบการณ์นี้
ไม่งั้นมันจะผ่านอุปสรรคต่างๆไปไม่ได้


เมื่อเราสามารถจะมีประสบการณ์นี่บ่อยขึ้น

เราก็จะชนะมัน เราก็จะพบกับความปีติ,
ความสุขของชีวิตที่เป็นอมตะ ที่เป็นนิรันดร

เราจะสามารถปรับปรุงตนเองให้ดีขึ้นได้
ก็ด้วยการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ด้วยความเข้าใจแบบนี้
ถ้าเราพยายามเข้าถึงบางอย่างโดยไม่มีความเข้าใจในแบบนี้ การปฏิบัติก็จะไม่ก้าวหน้า


แต่ถ้ามีความเข้าใจถูกต้องในแนวทางของการปฏิบัติ ไม่ว่าเราจะทำอะไร กิจกรรมนั้น

การงานนั้น ก็จะตั้งอยู่บนฐานของธรรมชาติที่แท้จริง
ที่เป็นธรรมชาติของสรรพสิ่ง โดยเฉพาะธรรมชาติที่แท้จริงของเรา

แล้วความสำเร็จก็จะเกิดขึ้นทีละน้อยๆ เราก็จะมีความปีติ
ความรื่นรมย์กับชีวิตในแต่ละขณะๆ ที่เราได้พบขุมทรัพย์ที่แท้จริงของชีวิต นั่นคืออริยทรัพย์
ซึ่งไม่สามารถจะถูกขโมยหรือถูกทำลายได้ด้วยไฟ


การฝึกฝน นั่งสมาธิ หรือแม้กระทั่งการเดินจงกรมนี่

ก็เพื่อที่จะให้ธรรมชาติที่แท้จริงของเรานี่ มันเผยตัวออกมาให้เราได้เห็น
หรือมันแสดงตัวให้เราได้สัมผัส ทุกคนมีธรรมชาติที่แท้คือสัจจะสูงสุดอยู่แล้ว

ไม่ว่าเราจะเห็นหรือไม่เห็น สิ่งนั้นก็มีอยู่แล้ว อยู่ก้นบึ้งของเหตุผล,
อยู่ก้นบึ้งของของคู่, อยู่ก้นบึ้งของชีวิตที่เราดำเนินมาด้วยอวิชชา

แต่ถ้าเมื่อใดก็ตาม อวิชชาหายไป
ปัญญาญาณเกิดขึ้น ขบวนการความคิด
ที่เกิดจากอวิชชาคือตัณหา อุปาทานหายไป


ธรรมที่แท้ก็จะเผยตัวของมันออกมาตามธรรมชาติของมัน

ซึ่งมันก็แสดงตัวของมันอยู่ตลอดเวลา
แต่ในมิติของจิตสำนึกที่เราดำเนินอยู่ในกระเปาะไข่
มันไม่สามารถที่จะเห็นสิ่งที่อยู่นอกกระเปาะไข่ได้
แต่เมื่อเราออกมาเสียจากกระเปาะไข่


เราก็จะเห็นโลกหรือเห็นจักรวาลในอีกมิติหนึ่ง

ถ้าเราไม่รู้จักธรรมชาติที่แท้ของเราแล้วละก้อ
เราจะไม่มีความรู้สึกกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับสรรพสิ่งได้

เราย่อมไม่สามารถที่จะซาบซึ้งกับการงานในชีวิตประจำวัน
เราย่อมไม่สามารถที่จะซาบซึ้งกับผลพวงแห่งความเพียร
หรือความบากบั่นในชีวิตของเราได้ แต่ถ้าเราสามารถจะสัมผัสได้


เราก็จะเกิดความปีติจากความบากบั่น จากความเพียรที่เราได้มุ่งมั่น

เราสามารถจะเห็นได้แล้วก็จะเกิดปีติทำให้เราเกิดกำลังใจ

การค้นพบความหมายที่แท้จริงหรือประเด็นที่แท้จริงของการปฏิบัติ

จะพบความหมายที่แท้จริงของความเพียรได้
นั่นก็คือการค้นพบธรรมชาติเดิมแท้ของความพยายาม,
ธรรมชาติเดิมแท้ของเรานั่นเอง


เราอย่าเพิ่งไปใส่ใจกับผลของความเพียรหรือผลของการปฏิบัติ

อย่าเพิ่งไปคาดหวังว่ามันจะต้องได้เมื่อนั่นเมื่อนี่
แต่เราควรจะใส่ใจไปกับผลของความเพียร
ในแต่ละขณะที่มันแสดงธรรมชาติที่แท้ของมันออกมา
ในกิจการต่างๆ ในกิจกรรมต่างๆในชีวิตประจำวันของเรา
ความเพียรหรือความมุ่งมั่นที่เราได้กระทำ ผลเกิดขึ้นในขณะนั้น,


ผลเกิดขึ้นตามธรรมชาติของมัน

เราก็จะต้องเข้าใจและรู้จักต้นกำเนิดที่แท้จริง
หรือธรรมชาติที่แท้ของมันก่อนที่เราจะสามารถเห็นผลของมันได้

นี่คือความเข้าใจที่ถูกต้อง แต่ถ้าเราไม่มีความเข้าใจที่ถูกต้อง
การปฏิบัติของเราก็เลอะเลือน ที่อาตมาเคยใช้
คือไม่สามารถจะเห็นความก้าวหน้าของจิตใจได้
ความปีติความรื่นรมย์ก็ไม่เกิดขึ้น


เมื่อใดก็ตามถ้าเราสามารถจะเห็นน้อยบ้างมากบ้าง

ชนะบ้างแพ้บ้างต่ออุปสรรคต่าง ๆ

แม้จะแพ้ก็นำอุปสรรคมาเป็นสิ่งที่เราจะต้องเรียนรู้
เป็นสิ่งที่เราจะต้องเข้าใจมัน
นั่นแหละเราจะเกิดความซาบซึ้งเราจะเกิดปีติในความเพียรของเรา
ผลที่จะตามมาจากการปฏิบัติก็คือ

ในขณะที่มันกำลังแสดงตัวของมันออกมานั่นเอง

ถ้าความเพียรของเราไม่ได้ตั้งอยู่บนฐานธรรมชาติที่แท้จริง
ความเพียรนั้นก็ไม่ใช่ความเพียรที่บริสุทธิ์

หรือความเพียรที่แท้จริงหรือความเพียรที่ชอบ
ไม่ใช่สัมมาวายามะ สัมมาวายามะมัน
จะต้องตั้งอยู่บนฐานของจิตที่บริสุทธิ์ของเรา

ไม่ว่าจะเป็นการให้ทาน

หรือการถือศีลก็ตามที่เป็นบารมีที่จะนำไปสู่ฟากโน้น
หรือนำไปสู่การพ้นทุกข์แล้วละก้อ
มันจะต้องตั้งอยู่บนฐานของจิตที่บริสุทธิ์

หรือฐานของปัญญาที่ไม่มีขอบเขตจำกัด
ปัญญาที่เกิดจากจิตที่บริสุทธิ์

ปัญญาที่เกิดจากจิตพุทธะนั่นแหละที่จะนำเราไปสู่ฟากโน้น

หรือนำเราไปสู่ความหมดทุกข์ได้
ถ้ามันไม่ตั้งอยู่บนฐานของจิตที่บริสุทธิ์ หรือที่
อาตมาใช้คำว่าประเด็นแล้วละก้อ

มันก็จะไม่ใช่ทานที่เป็นบารมี ไม่ใช่ทานที่แท้จริง

เป็นทานที่เราให้ด้วยความรู้สึกที่มีตัวเรา
จึงย่อมมีความคาดหวังบางอย่าง แม้กระทั่งศีลก็ตาม
ศีลที่ไม่ตั้งอยู่บนจิตที่ประภัสสร
ศีลนั้นก็ไม่ทำให้เกิดสมาธิ จะไม่ทำให้เกิดปัญญา

ดังนั้นศีลที่แท้จริงหรือทานที่แท้จริงที่เป็นบารมี

มันจะต้องอยู่บนฐานของสัจจะสูงสุด
หรือบนฐานที่จิตประภัสสรของเรา เราอาศัยสิ่งนี้เป็นฐาน
ไม่ว่าเราจะทำอะไร ไม่ว่าจะเป็นความเพียร

เราจะต้องทำให้ต่อเนื่องอยู่บนฐานนี้

และเราก็จะได้ชื่นชมกับผลของความเหนื่อยยากของเราในทุกขณะ
วันแล้ววันเล่า ปีแล้วปีเล่า เราจะปฏิบัติ
หรือมีความเพียรอยู่บนฐานของจิตที่บริสุทธิ์นี่
วิธีนี้เราก็จะมีความพอใจกับทุกสิ่งที่เป็นกิจการงานของเรา

ดังนั้นการฝึกฝน การบำเพ็ญเพียร การภาวนาหรือการนั่งสมาธิก็ดี

การเดินจงกรมก็ดี ด้วยความเพียรด้วยการฝึกปฏิบัติ
มันก็จะดำเนินอยู่บนหนทางอันบริสุทธิ์ของชีวิต
พ้นไปจากความคิดที่คาดหวังพ้นไปจากความคิดที่มีตัวเราเป็นศูนย์กลาง

การฝึกฝนจึงหมายถึงการรักษาธรรมชาติเดิมของเรา

หรือรักษาจิตที่ประภัสสรของเราไว้อย่างที่มันเป็น

ไม่จำเป็นที่เราจะต้องไปหาคำตอบทางสมองหรือทางเหตุผลว่า

ธรรมชาติเดิมแท้ที่บริสุทธิ์น่ะมันคืออะไร
ไม่ต้องไปให้ความหมายมัน
เพราะสิ่งนั้นมันอยู่เหนือความเข้าใจด้วยเหตุผล
เหนือความเข้าใจด้วยความคิด
เราเพียงแต่นั่ง เราเพียงแต่เดิน เพียงแต่ฝึกฝน เพียงแต่ภาวนาเท่านั้น


นี่ก็คือการปฏิบัติธรรมในวิถีทางของเรา

เมื่อทุกคนเข้าใจวิถีของการฝึกฝนดีแล้ว
เราก็จะมีความเพียร เมื่อเราได้มีการสนทนาพอเข้าใจ
เราก็จะแยกย้ายกันไปทำความเพียร ทำความเพียรที่บ้าน
ทำความเพียรที่ที่ทำงาน ทำความเพียรเมื่ออยู่กับกิจกรรมต่าง ๆ ทุกคนจะต้องทำงานทำการ

ทุกคนจะต้องมีกิจกรรมในชีวิตประจำวัน เมื่อเรามีความเข้าใจ เราก็ถือว่าการงานนั่นแหละคือการปฏิบัติ

มันก็จะทำให้เราสามารถปฏิบัติได้อย่างต่อเนื่อง ต่อเนื่องไปบนธรรมชาติที่บริสุทธิ์ของเรา
แล้วเราก็จะมีความปีติ มีความเพลิดเพลินกับการงานที่เราทำ เพลิดเพลินกับวิถีทางที่แท้ของชีวิตของเรา

แม้เราจะไม่มีเงินมากมาย จะไม่มีลาภ ยศ ตำแหน่ง ไม่มีใครสรรเสริญ

แต่วิถีชีวิตที่เราพากเพียรอยู่บนฐานของธรรมชาติที่แท้
ก็จะทำให้เรามีความสุข เป็นความสุขที่ไม่ได้อาศัยลาภ ยศ สรรเสริญ ที่ไม่ได้อาศัยอามิสต่าง ๆ
นี่ก็เป็นความสุขที่เรียกในพุทธศาสนาว่านิรามิสสสุข สุขที่ไม่ต้องอาศัยวัตถุ
แต่เป็นสุขที่เกิดจากการดำเนินชีวิตของเราที่ดำเนินหรือดำรงชีวิตอยู่ในสัจจะ

ดำรงชีวิตร่วมอยู่กับพระองค์ ดำรงชีวิตเป็นหนึ่งเดียวกับพระพุทธองค์

นี่เป็นสิ่งที่ผิดปกติสำหรับชาวโลกทั่วไปที่ได้ยินได้ฟัง
โดยปกติเรามักจะให้ความสำคัญกับการปฏิบัติในอิริยาบทใดอิริยาบทหนึ่ง
เช่นนั่งสมาธิ นั่งกันเป็นชั่วโมง ๆ หรือเดินจงกรม เดินจนทางเป็นร่อง

นี่คือเราให้ความสำคัญกับอิริยาทใดอิริยาบทหนึ่ง

หรือเน้นความเข้าใจพุทธศาสนาอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ
แล้วก็คิดว่านี่แหละคือพุทธศาสนา

นี่แหละที่ทำให้เราจะต้องมีกัลยาณมิตรหรือมีคุรุที่จะชี้แนะ

ที่จะทำให้เราไม่ยึดติดกับความเข้าใจในรูปแบบ
หรือความเข้าใจในแง่มุมใดแง่มุมหนึ่งของสัจจะ

หรือแบบใดแบบหนึ่งโดยเฉพาะ หรือนิกายใดนิกายหนึ่งโดยเฉพาะ
เราจะต้องไปพ้นการแบ่งแยก เราจะต้องไปพ้นนิกาย

ชาวพุทธที่แท้จะต้องไปพ้นนิกายหรืออาจารย์ใดอาจารย์หนึ่งโดยเฉพาะ

จะต้องไม่ติดคำสอนของอาจารย์

แต่จะนำคำสอนของอาจารย์นั้นมาเพื่อที่จะพัฒนาจิตใจของเรา
เราเคารพอาจารย์ แต่เราไม่ติด เราไม่ยึดถืออาจารย์

ถ้าเรายึดถือมันก็จะกลายเป็นกรอบที่ครอบงำจิตใจของเราลงไปอีกชั้นหนึ่ง

ไม่ว่านิกายก็ดี หรือไม่ว่าชื่อของศาสนาก็ดี


ถ้าเราสามารถจะเข้าใจและไปพ้นความยึดติด

เราก็จะกลับคืนไปเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ
ไปเป็นธุลีหนึ่งของความเป็นเองของธรรมชาติ
นี่คือการสละหรือจาคะทุกสิ่งที่เป็นเครื่องพันธนาการ

เมื่อเราสามารถจาคะทุกสิ่งของเครื่องพันธนาการได้แล้ว

เราก็จะกลับไปสู่บ้านเดิมของเราก็คือความเป็นธรรมชาติ
ความเป็นหนึ่งเดียวกับสรรพสิ่งนั่นเอง

พุทธศาสนาก็เป็นเพียงข้อมูลที่จะชี้แนะ

เป็นคำสอนที่จะชี้แนะเพื่อจะเข้าถึงความเป็นธรรมชาติ
หรือเข้าถึงสัจจธรรม ซึ่งครอบคลุมความจริงทั้งหลาย

หรือครอบคลุมสรรพสิ่งทั้งหลายหรือพูดง่ายๆว่า

สรรพสิ่งทั้งหลายหรือความหลากหลายของปรากฏการณ์
มันดำรงอยู่ในสัจจะสูงสุด มันดำรงอยู่ในความว่างหรือสุญญตา


การฝึกสมาธิหรือการภาวนา มันก็จะดำรงอยู่ในความจริงสูงสุดนั้นด้วย

ความจริงสูงสุดมันครอบคลุมกิจกรรมอันหลากหลายของชีวิตของเรา


ดังนั้นเราจึงไม่ได้เน้นที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยเฉพาะ

แต่เราจะเข้าใจในส่วนของความเป็นทั้งหมดของชีวิตเราในแต่ละขณะๆ
ซึ่งเราเป็นส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์หรือความจริงที่มีเหตุมีปัจจัยปรุงแต่ง
ที่มีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
เราจะตระหนักรู้ถึงความเปลี่ยนแปลง
หรือกระแสน้ำที่ไหลโดยไม่มีช่องว่างที่จะให้เราพูดได้ว่ามันเกิด มันดับ


แต่มันเป็นกระแสที่ต่อเนื่อง จิตซึ่งเราสามารถจะสัมผัสได้
เมื่อจิตใจของเราเข้าถึงความว่างซึ่งลึกซึ้งพอ เราสามารถจะสัมผัสการเคลื่อนไหว


การเปลี่ยนแปลงของเรากับสรรพสิ่งที่เป็นหนึ่งเดียวกันได้แล้ว

พร้อมกันนั้นเราก็สามารถจะสัมผัสได้ถึงต้นกำเนิดของการเปลี่ยนแปลงนั้น
นั่นคือความสงบหรือความว่างนั่นเอง นี่คือวิถีชีวิตของพุทธะ


วิถีชีวิตของการดำเนินชีวิตพรหมจรรย์ หากเราได้เข้าถึง เราก็จะพบกับความรื่นรมย์ ความปีติ

ความอิ่มเอิบของชีวิตในแต่ละขณะที่เราสามารถจะชื่นชมกับชีวิตที่แท้จริงของเราได้

ทางสายกลาง

<!--Main-->ก่อนอื่นเรามาเข้าใจโครงสร้างพุทธศาสนาก่อน พระสูตรที่สำคัญที่เป็นหัวใจของพุทธศาสนาที่หลวงพ่อชี้แนะมีอยู่ประมาณ 3-4 พระสูตร

อริยสัจจ์ 4 เป็นพระสูตรที่สำคัญยิ่ง ถ้าถามว่าเจ้าชายสิทธัตถะตรัสรู้อะไร ทุกคนบอกได้ทันทีว่าตรัสรู้อริยสัจจ์ 4 คือความจริงอันประเสริฐ 4 อย่าง

ที่จริงตลอดชีวิตของพระองค์สอนอยู่ 2 เรื่อง เรื่องทุกข์กับเรื่องดับทุกข์

เหมือนสมัยหนึ่งที่อยู่ในป่าสีเสียด

พระองค์ทรงหยิบใบไม้มากำมือหนึ่งถามสาวกว่าใบไม้ในกำมือกับใบไม้ทั้งป่าอันไหนมากกว่ากัน

สาวกตอบว่าใบไม้ทั้งป่ามากกว่าพระเจ้าข้า


ใช่แล้วเหมือนสิ่งที่เรานำมาสอนพวกเธอเหมือนใบไม้ในกำมือ แต่สิ่งที่เราตรัสรู้เหมือนใบไม้ทั้งป่า

ใบไม้ในกำมือคืออริยสัจจ์ 4 นั่นเอง คือเรื่องทุกข์กับเรื่องดับทุกข์ ขยายออกไป ทุกข์เกิดจากอะไร นั่นคืออริยสัจจ์ข้อที่ 2 วิธีดับทุกข์จะดับอย่างไรนั้นอริยสัจจ์ข้อที่ 4 แล้วเข้าถึงสภาวะที่ไม่มีทุกข์ นั่นคือ นิโรธ นี่เป็นหัวใจของพุทธศาสนา


ไม่ว่านิกายไหนไม่ว่าเถรวาท ไม่ว่ามหายาน หรือวัชรยาน อริยสัจจ์ 4 เป็นพระสูตรที่สำคัญ เพราะว่าอริยสัจจ์ 4 มีอยู่ในตัวของคนทุกคน ทุกคนมีความทุกข์ มีปัญหาของชีวิต เหตุเกิดทุกข์ ส่วนมากเราไม่รู้ว่ามันเกิดจากอะไร

ข้อที่ 3 สภาวะของนิโรธ หรือสัจจะสูงสุดมันมีอยู่แล้ว บางคนคิดว่ามันเป็นผลจากการปฏิบัติ ที่จริงสภาวะนี้มันเป็นสัจจะที่มีอยู่เป็นพื้นฐานของสรรพสิ่งอยู่แล้ว ความสำคัญอยู่ที่วิธีปฏิบัติแต่ก็มีหลักอยู่ถ้าใครเข้าใจหลักในการปฏิบัติก็ จะดับทุกข์ได้ แต่คนรุ่นหลังเอาหลักการปฏิบัติของครูอาจารย์ชั้นหลังมาปฏิบัติ ไม่ได้เอามาจากพระไตรปิฎก ซึ่งเราจะเห็นว่าสมัยพระพุทธเจ้าแสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตรให้ปัญจวัคคีย์ฟัง ท่านก็ชี้ทางสายกลาง หรือทางสายเอก ถ้าขยายออกไปก็คือ ไตรสิกขา ศีล สมาธิ ปัญญา ขยายให้ละเอียด ก็คือ อริมรรค มีองค์แปด นี่คือ อริยสัจจ์ข้อที่ 4 คือทางหรือมรรค วิธีดับทุกข์นั่นเองนี่เป็นพระสูตรที่สำคัญที่เป็นหลักของพระพุทธศาสนา


เราต้องเข้าใจหลักการของพระพุทธศาสนา คำสอนของพระพุทธเจ้ามีมากมายเหลือเกิน 84,000 พระธรรมขันธ์ ในเมืองไทยเรานี่มีพระไตรปิฎก 45 เล่มใหญ่ๆ เราไม่สามารถจะศึกษาคำสอนของพระพุทธองค์ได้ทั้งหมดที่พระองค์สอนทุกคนที่ จริงเราเข้าใจเพียงบางพระสูตรก็สามารถจะเข้าถึงสัจจะหรือความจริงได้ พ้นทุกข์ได้เพราะฉะนั้นเราต้องเข้าใจว่า หลักคำสอนพระพุทธศาสนาคืออะไร คำสอนของพระพุทธองค์ย่อลงมาเหลือ 3 เป็นหลักการของพระพุทธศาสนา

นั่นคือ สัพพะปาปัสสะ อะกะระณัง คือข้อ1 ละบาป ละการกระทำที่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนด้วยการถือศีล ศีล 5 ,ศีล 8,และ ศีล 10 ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่พูดโกหก ไม่ดื่ม ไม่เสพเครื่องดองของเมาต่างๆ นี่ขั้นต้นหลักการของพระพุทธศาสนา สูงขึ้นมาก็ทำดีทำบุญ


กุสะลัสสูปะสัมปะทา คือข้อ 2 ช่วยเหลือผู้อื่นด้วยกำลังกายกำลังทรัพย์ ให้อภัย ให้ธรรมะ นี่เป็นส่วนของความดี 2 ส่วนนี้ ยังพ้นทุกข์ไม่ได้


เพราะฉะนั้นหลักการข้อที่ 3 คือการทำจิตให้บริสุทธิ์ ตรงนี้เป็นหัวใจของพุทธศาสนา ทำจิตให้ขาวรอบ สะจิตตะปะริโยทะปะนัง


ตรงนี้คือสิ่งที่หลวงพ่อชี้แนะในส่วนของการปฏิบัติข้อ 3 มันจะเกิดผลได้ก็เนื่องมาจากการปฏิบัติหรือฝึกฝน ข้อ 1 ข้อ 2 เราทำกันอยู่แล้ว แต่ยังพ้นทุกข์ไม่ได้ต้องปฏิบัติด้วย


พระพุทธศาสนานี่ถ้าไม่มีการปฏิบัติแล้วไม่อยู่ในรูปของศาสนาเลย อยู่ในรูปของศรัทธา ศาสนาอื่นเขาใช้ศรัทธา ศรัทธาในพระเจ้า พระพรหม พระอัลเลาะห์ ต่างๆ ทำตามคำสอนหรือคำบัญญัติของศาสดาแค่นั้นเอง แต่พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งปัญญา

ไม่มีใครทำให้เราทุกข์นอกจากตัวเราเองเพราะฉะนั้นพระพุทธองค์จึงชี้แนะแนวทางให้ทุกคนปฏิบัติที่เรียกว่าสิกขา

เราต้องเข้าใจว่าพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งปัญญา ซึ่งมีปัญญา 3 ชนิด ในพุทธศาสนา

ปัญญาขั้นต้นคือปัญญาจากการฟัง หรือการรับรู้หรือประสบการณ์ที่ผ่านมาที่เรารับรู้จากประสาทสัมผัสทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย

ปัญญาระดับที่ 2 คือ เอาความจำต่างๆ ประสบการณ์ต่างๆ ที่เราผ่านมานั่นแหละนำมาคิด พิจารณาใคร่ครวญเป็นปัญญาในระดับความคิดเรียกว่า จินตมยปัญญา ปัญญาระดับเหตุผล

ปัญญา 2 ระดับนี้ ยังแก้ปัญหาชีวิตไม่ได้ ต้องใช้ปัญญาอีกชนิดหนึ่งที่เกิดจากใจที่ว่างเรียกว่า


ภาวนามยปัญญา ปัญญานี้เกิดจากใจที่สงบที่ว่างเท่านั้น

ทำยังไงเราจึงจะรักษาสภาวะจิตให้มันว่างขณะที่เรายืน เดิน นั่ง นอน ไม่ใช่ตอนเรานั่งหลับตาแล้วทำจิตให้สงบ อันนั้นไม่มีปัญญาไม่ได้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันด้วย

ว่างของพระพุทธศาสนาหรือสงบของพุทธศาสนานี่ต้องว่างหรือสงบจากการรับรู้ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย เห็น ได้ยินแล้วจิตใจไม่ปรุงแต่งนี่คือความสงบที่แท้จริงเพื่อที่จะเป็นฐานให้ เกิดปัญญาญาณ นี่คือปัญญาของพุทธศาสนาคือภาวนามยปัญญา หรือปรีชาญาณ

ในหลักการปฏิบัติมันจะต้องพัฒนาหรือทำให้ปรีชาญาณ ที่เกิดจากจิตที่บริสุทธิ์ได้มีโอกาสทำงาน จิตของเรานี่บริสุทธิ์อยู่ส่วนมาก ปกติใจของเราบริสุทธิ์แต่มีสิ่งเร้าทางตา หู จมูก ลิ้น กาย หรือความจำต่างๆ มากระทบกับการรับรู้ภายในมันทำให้ใจของเราปกติไม่ได้ เราก็เกิดความรู้สึกพอใจไม่พอใจ ชอบ - ไม่ชอบ เกิดความต้องการนำไปสู่การกระทำต่างๆ แล้วก็ยึดถือในสิ่งที่เราได้เราเป็นเรามี
ในการดำเนินชีวิตมันก็ดำเนินชีวิตไปตามอริยสัจข้อที่ 2 ของปุถุชนทั่วไป

หลักการ 3 หลักที่หลวงพ่อชี้แนะก็คือ ละชั่ว ทำดี ทำใจให้บริสุทธิ์ นี่อันหนึ่ง ปัญญา 3 ระดับ สุตมยปัญญา จินตมยปัญญา ภาวนามยปัญญา และอริยสัจจ์ 4

3 พระสูตรนี้ ที่หลวงพ่อพูดให้ฟังกว้างๆ ส่วนใครจะไปศึกษาให้ละเอียดอย่างไรนั่นก็อีกเรื่องหนึ่งเพียงรู้หรือเข้าใจ เพียง 3 พระสูตรนี้ อาศัย 3 พระสูตรนี้ หรือเข้าใจโดยละเอียดก็ดับทุกข์ได้แล้ว อย่างอริยสัจจ์ 4

กิจที่เราต้องทำต่ออริยสัจจ์ 4 หรือที่เรียกว่า ปริวัฏฏ์ 3 อาการ 12 มีสัจจญาณ กิจจญาณ กตญาณ

สัจจญาณก็คือ เห็นความจริง หรือความจริงของแต่ละสัจจะ ข้อ 1 ข้อ 2 ข้อ 3 ข้อ 4 ของอริยสัจจ์ 4

ข้อ 2 ก็คือกิจที่เราจะต้องทำต่ออริยสัจจ์ 4

ข้อ 1 ทุกข์เป็นสิ่งที่ต้องกำหนดรู้ กำหนดรู้ก็คือ การสังเกตหรือดูมันทุกข์อยู่ที่ไหน ทุกข์อยู่ที่ใจใช่ไหม

ข้อ 2 เหตุให้เกิดทุกข์จะต้องละ เหตุให้เกิดทุกข์ก็คือ ขบวนการความคิดต่างๆ นี่เอง

ข้อ 3 นิโรธ จะต้องทำให้แจ้ง ก็คือสภาวะที่ไม่มีทุกข์จะต้องเห็นให้ชัดเลย

ข้อ 4 ก็คือการปฏิบัติทำให้มากๆ ด้วยการกำหนดรู้หรือสังเกตดูมัน เข้าใจมัน ดูเรียนรู้ สังเกต ก็คือการศึกษาในพุทธศาสนา (สิกขา)

พอเราสังเกตเราจะเกิดความเข้าใจขึ้น อ้ออย่างนี้เองความโกรธ อย่างนี้ความโลภ อย่างนี้ความวิตกกังวล ความกลัวต่างๆ ด้วยการสังเกตสภาพของจิตสำนึกทีนี้เราจะเอาอะไรมาสังเกต ตัวสังเกตได้ก็คือปัญญาญาณ


จุดเริ่มต้นเราจะต้องพัฒนาปัญญาญาณก่อนแล้วปัญญาตัวนี้ไม่ใช่ปัญญาในระดับความคิดไม่ใช่ปัญญาในระดับจินตะ เป็นปัญญาที่เกิดจากความสงบ

จุดเริ่มต้นเราพัฒนาให้มีปัญญาที่เกิดจากใจที่สงบก่อนทำอย่างไรขบวนความคิดจะสงบนี่เราใช้หลักการของอริยสัจจ์ข้อ 4

ทีนี้เราลองมาดูพระสูตรต่างๆ ในพระไตรปิฎกที่เป็นเรื่องของการปฏิบัติที่ชี้แนะแนวทางการปฏิบัติไว้ อย่างพาหิยะเป็นพ่อค้าทางเรือขนสินค้าจากเมืองหนึ่งไปสู่เมืองหนึ่งพอดี เที่ยวนั้นไปโดนพายุเรือแตกข้าวของก็จมน้ำกลาสีลูกเรือตายไป เหลือพาหิยะคนเดียวว่ายน้ำตะเกียกตะกายไม่มีเสื้อผ้าเลยมาขึ้นที่ท่าหนึ่ง

คนที่นั่นก็นึกว่าพาหิยะบรรลุธรรมแล้วเพราะสมัยนั้นมีลัทธิหนึ่งของ นิครนห์นาตะบุตร เวลาบรรลุธรรมแล้วนี่ เขาจะไม่นุ่งผ้าเรียกว่าลัทธิเซน เดี๋ยวนี้ก็ยังมีอยู่ของท่านมหาวีระ พาหิยะไม่มีเสื้อผ้าเหลือเขา ก็นึกว่าพาหิยะบรรลุธรรม ก็เอาอาหารมาบำรุง

พอดีเพื่อนพาหิยะมาเจอเข้าก็บอกว่าพาหิยะอย่าหลงตัวเองเลย เอ็งไม่รู้อะไรหรอก ถ้าเอ็งอยากจะรู้ว่าชาวบ้านเขาว่าเอ็งอะไรให้เดินทางไปหาสมณโคดม

พาหิยะสงสัยอยู่ก็เลยเดินทางไปหาสมณโคดมอีกเมืองหนึ่งพอดีไปถึง

สมณโคดมกำลังจะออกบิณฑบาตก็ขอร้องให้สมณโคดมแสดงธรรมให้ฟัง

สมณโคดมบอกว่าเดี๋ยวก่อนให้เรากลับจากบิณฑบาตก่อน

พาหิยะไม่ยอมขอร้องสมณโคดม 2-3 ครั้ง

พระพุทธเจ้าอดรนทนไม่ได้ก็เลยบอกว่าเอาอย่างนี้พาหิยะ เธอจงเห็นสักแต่ว่าเห็น ได้ยินสักแต่ว่าได้ยิน ทุกทวารถ้าเธอรับรู้ได้อย่างนี้ ตัวเธอก็ไม่มี นี่คือที่สุดแห่งทุกข์


พาหิยะได้ยินแค่นี้ก็บรรลุธรรม ขอบวช พอดีไปหาจีวรโดนวัวขวิดตาย


พระพุทธเจ้าเพียงบอกว่าเห็นสักแต่ว่าเห็น ได้ยินสักแต่ว่าได้ยิน เห็นสักแต่ว่าเห็นจะไม่มีความรู้สึกว่ามีตัวเราเห็น คือไม่มีอัตตาตัวตน

ก่อนที่จะนำไปสู่การปฏิบัติหลวงพ่ออยากพูดเรื่องอริยสัจจ์ข้อที่ 2 คือเหตุให้เกิดทุกข์เราไม่ค่อยรู้ เราคิดว่าคนนี้คนนั้นทำให้เราทุกข์ แต่ทุกข์จริงๆ เกิดจาก ขบวนการความคิด ของตัวเราที่เกิดจากอวิชชา อวิชชา คือความไม่มีปัญญาเห็นความจริงที่จะรับรู้ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย นี่เราไม่เคยเห็นความจริงเลย

มีสมมติบัญญัติเป็นสมมติสำหรับสื่อสารของสังคมมนุษย์โดยเฉพาะ เราเลยไม่เห็นความจริงเลย เราเห็นแต่ชื่อของมันแล้วเราก็เอาสิ่งที่เห็นมาสรุป ในการสรุปหรือในการลงความเห็นรวบยอดของเรา เราลงความเห็นที่ขัดแย้งกันเป็นคู่ๆ เราจะลงความเห็น มันใหญ่ตรงข้ามกับเล็ก ใกล้ตรงข้ามกับไกล ร้อนตรงข้ามกับเย็น อ่อนตรงข้ามกับแข็ง ถูกตรงข้ามกับผิด สวยตรงข้ามกับน่าเกลียด ไม่ว่าทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย

เรารับรู้เป็นของคู่ๆ จากขบวนการความคิดหรือการลงความเห็นเป็น ทวิภาวะ นี่มนุษย์ทุกคนตกเป็นทาสของทวิภาวะขบวนการความคิดนี่เป็นพื้นฐานของทวิภาวะ ความคิดจึงนำไปสู่ปัญหาต่างๆ



มีเด็กหนุ่มคนหนึ่ง อาจารย์สอนว่าความคิดของเราเหมือนเถาไม้เลื้อย มันชอบเลื้อยพันต้นไม้ใหญ่

เด็กหนุ่มคนนี้ก็สนใจ และถามอาจารย์ ถ้าเถาไม้เลื้อยมันแห้งเหี่ยวตาย ถ้าต้นไม้มันล้มตายคือหมายความว่าถ้าเราไม่คิดอยู่บนฐานทวิภาวะมันจะคิด อย่างไร

อาจารย์องค์นั้นเป็นอาจารย์มหายานไม่ใช่เถรวาท ถ้าเป็นเถรวาทก็อธิบาย แต่อาจารย์มหายานจะไม่ตอบด้วยการอธิบาย เขาบอกว่าภาษาที่ใช้อธิบายทำให้ผู้รับ ได้รับสิ่งที่เป็นของปลอมมากกว่า เขาเลยตอบด้วยสภาวะจริง

อาจารย์กำลังโบกปูนอยู่ก็เลยทิ้งที่โบกปูนทิ้งเกียงแล้วหัวร่อขึ้นกุฏิไป

อธิบายได้ความว่าถ้าไม่คิดอยู่บนฐานของทวิภาวะนี่เราจะคิดอย่างนี้ ถ้าจิตเรายังอยู่ในระนาบของจิตสามัญสำนึกธรรมดาในระดับเหตุผลเราจะไม่เข้าใจ ตรงนี้เลย

เด็กหนุ่มคนนี้ก็ไม่เข้าใจ

อาจารย์ตอบด้วยสภาวะไม่เข้าใจเลยไปเล่าให้อีกอาจารย์หนึ่งฟังอาจารย์องค์นั้นไม่ได้ให้รายละเอียดหรืออธิบายอะไรพอถามเสร็จ

อาจารย์องค์นั้นก็บอกว่าเธอจะทำให้อาจารย์องค์นั้นหัวร่ออีกแล้วพูดแค่นี้

เด็กหนุ่มคนนั้นก็บรรลุธรรมก็เข้าใจเรื่องตลอดที่พระอาจารย์ทิ้งที่โบกปูน แล้วเดินหัวร่อขึ้นกุฏิไปโดยไม่อธิบายอย่างเถระวาท เพราะฉะนั้นเหตุให้เกิดทุกข์เราดำเนินชีวิตด้วยความรู้สึกที่มีตัวเรา คือเกิดจากอวิชชาพอเรารับรู้ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย มันจะมีบัญญัติมีสมมติที่เราจำไว้แล้ว ก็เป็นสิ่งที่ถูกรู้สิ่งที่ถูกรู้มีอย่างเดียวไม่ได้ก็มีผู้รู้ด้วยก็มีความ รู้สึกว่าฉันเห็นแก้ว ฉันเห็นคนนั้น ฉันเห็นคนนี้ ชื่อต่างๆ มีการรับรู้อย่างแบ่งแยก เราดำเนินชีวิตด้วยอวิชชา เราจะรับรู้ทางทวารต่าง ๆ อย่างแบ่งแยก มีสิ่งที่ถูกรู้ คือบัญญัติต่าง ๆ สมมติต่าง ๆ และก็มีผู้รู้ ผู้รู้นี้จะทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ


ผู้รู้ก็คืออัตตาหรือตัวตน ฉันหรือเรานี่แหละ ตรงนี้ขบวนการความคิดก็ดำเนินต่อไป ให้ค่าตัดสินลงความเห็นว่า สวยเหลือเกิน ขวดนี้อะไรต่าง ๆ ราคาเท่าไรซื้อมาจากไหน คือการปรุงแต่ง ให้ค่าตัดสินลงความเห็นเป็นคู่ ๆ ทำให้เกิดความรู้สึก 2 อย่าง คือ พอใจ - ไม่พอใจ พอใจก็อยากจะได้เข้ามา ไม่พอใจก็ไม่อยากให้มันเกิด อยากทำลายมันไป ก็เป็นความโลภกับความโกรธ เกิดความต้องการ เราก็ทำทางกายกรรม วจีกรรมขึ้นมา แล้วเราก็ยึดติดหรือสำคัญมั่นหมายในสิ่งที่เราได้ เราเป็น เรามี นี่คือเป็นภพหนึ่งเป็นชาติหนึ่งของความรู้สึกว่ามีตัวเราหรือตัวกู ไม่ว่าจะเกิด จะแก่ เจ็บตาย ไม่ว่าจะอะไรมีตัวเราเป็นศูนย์กลาง เราแก่ เราเจ็บ เราตายพลัดพราก


พระพุทธเจ้าก็เลยสรุปว่า สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา ว่าโดยย่อ อุปาทานใน ขันธ์ 5 ก็คือการดำเนินชีวิต พอมีสิ่งมากระทบตาเห็น พอมีสิ่งมากระทบ หูได้ยิน สิ่งต่าง ๆ อายตนะข้างนอก ข้างใน กระทบกันเกิดตัวรู้ขึ้นมา 3 สิ่งนี้เรียกว่าผัสสะ เกิดเวทนาความรู้สึกพอใจไม่พอใจ เกิดตัณหาความต้องการ เกิดอุปาทานเกิดภพ ภพคือภาวะหนึ่งของความรู้สึกว่ามีตัวเรา ผลก็คือจะเกิด แก่ ตายมีตัวเรา

พระพุทธเจ้าสรุปว่า เพราะอุปาทานนี้เองทำให้เกิดความทุกข์ เกิดความรู้สึกว่ามีตัวเรา

อุปาทานคือการสำคัญมั่นหมายหรือการยึดถือนั่นแหละ เพราะความยึดถือจึงมีตัวเราเข้ามา

สรุปง่ายๆ ว่าเพราะมีความรู้สึกว่ามีตัวเรา จึงมีทุกข์ เราไปตลาดเจอคนทะเลาะกันเราเฉย ๆ พอเขาเอ่ยชื่อเราเท่านั้น ทุกข์เลย เห็นสุนัขของคนอื่นโดนรถทับตาย เราก็เฉย ๆ แต่พอมันเห็นหมาเรานี่ใจเราเป็นอย่างไร นี่ทุกข์ทันทีเลย มันมีเราของเราขึ้นมามันเลยทุกข์ ความรู้สึกว่ามีตัวเราคือ ปัญหาของมนุษย์


สรุปสั้น ๆ ก็คือตัวเรานี่แหละทำอย่างไร เราจะดำเนินชีวิตโดยไม่มีความรู้สึกว่ามีตัวเราได้ นี่คือสิ่งที่พระพุทธองค์พยายามปลุกเราให้ตื่นขึ้นมองโลกในอีกทัศนะหนึ่งที่ ไม่มีตัวตนดำเนินชีวิต

ถ้าเราทำได้นั่นคือ การดำเนินชีวิตพรหมจรรย์ หรือดำเนินชีวิตด้วยอริยมรรคมีองค์ 8 ตัวสำคัญของการดำเนินชีวิตก็คือปัญญาหรือสัมมาทิฎฐิ

แต่ก่อนเราไม่มีปัญญาคือ อวิชชาเห็นโลกผิดจากความเป็นจริง ถ้าเรามีปัญญาไปแทนอวิชชา เราจะเห็นสิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าทางตา หู จมูก ลิ้น กาย มันเป็นของมันอย่างนั้นเอง เรียกว่า ตถตา เช่นนั้นเองไม่มีสูงต่ำ อ้วนผอม ชื่อของมันก็ไม่มี แต่เพราะขบวนการความคิดของเราทำให้เราเห็นโลกผิด ซึ่งเกิดจากสัญญาความจำต่าง ๆ สัญญาที่เราจำมาสมมติต่าง ๆ ที่เราเรียกว่า สัญญาวิปลาส มาทำงานร่วมกับจิตที่บริสุทธิ์ประภัสสร จิตเลยวิปลาสไปด้วยทำให้ความเห็นหรือทิฏฐิต่าง ๆ วิปลาสไป จึงเห็นเป็นของคู่ ๆ ไปหมด เห็นทุกข์เป็นสุข เห็นไม่มีตัวตนเป็นมีตัวตนต่าง ๆ ของคู่เหล่านี้คือ ความสุดโต่งทั้ง 2

หลังจากที่เจ้าชายสิทธัตถะได้ตรัสรู้แล้ว ทรงพักผ่อนอยู่ 7 สัปดาห์เดินทางไปพบปัญจวัคคีย์แสดงธัมมจักกัปปวตตนสูตร

มี 2 นัยยะด้วยกัน คือ สมณะทางสุดโต่งทั้ง 2 ไม่ควรเดิน ควรเดินทางสายกลาง

ทางสุดโต่งคือที่เรากำลังดำเนินชีวิตอยู่ในปัจจุบัน เราเห็นสิ่งต่าง ๆ เป็นของคู่ ๆ นี่ไม่ใช่ทาง ให้เดินทางสายกลาง ท่านโกณฑัณยะได้ดวงตาเห็นธรรม เพราะได้เห็นทางสายกลาง ทางสายกลางจึงไม่มีอัตตาไม่มีตัวตน ไม่มีผู้เห็น


ท่านโปถิระสอนลูกศิษย์บรรลุเป็นอรหันต์หลายรูป แต่ตัวเองยังไม่ได้บรรลุอะไรเลย ไปเฝ้าพระพุทธองค์

พระองค์ก็ทัก มาแล้วหรือท่านตุฐโฉโปถิระใบลานเปล่า คือมีความรู้มากมายแต่เหมือนไม่มีอะไร กลับก็ไปลา

พระพุทธองค์ก็ทักอีกกลับแล้วหรือท่านโปถิระใบลานเปล่า

ท่านโปถิระก็นึกรู้ กลับมาสำนักก็มาให้ลูกศิษย์ที่บรรลุธรรมแล้วช่วยสอน ลูกศิษย์ก็ไม่อยากสอน มาถึงลูกศิษย์องค์สุดท้ายที่เป็นเณรแต่บรรลุอรหันต์แล้ว

เณรสงสารอาจารย์ก็เลยบอกไปว่าต้องมีสัญญาก่อนนะอาจารย์ ผมสั่งอะไรอาจารย์ต้องทำตาม

ท่านโปถิระก็บอกว่าลูกเณรสั่งมาหลวงพ่อจะทำตาม เณรก็สั่งให้อาจารย์ลุยน้ำไปเพื่อไถ่ถอนความรู้สึกว่าเป็นครูอาจารย์ไถ่ถอน มานะต่าง ๆ พอสมควร ก็เรียกอาจารย์ขึ้นมาให้ปริศนาธรรม

มีจอมปลวกอยู่ จอมปลวกหนึ่งมีรู 6 รู และมีตัวเหี้ยวิ่งเข้าออก 6 รูนี้ ทำอย่างไรจึงจะจับเหี้ยได้

ท่านโปถิระเป็นคนฉลาด จอมปลวกก็คือ ร่างกายเรานี่เหละมี 6 ทวาร คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เหี้ยก็คือความโลภ ความโกรธ เดี๋ยวเข้ามาทางตา ทางหู มีอะไรมากระทบทางตา เดี๋ยวมีความโลภ ความโกรธ ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย มันไม่เข้า 5 ทาง มันก็เอาความจำต่าง ๆ ทำอย่างไรจึงจะจับเหี้ยได้ ไปเฝ้าทางตา เดี๋ยวมันเข้าทางหู ไปเฝ้าทางหูเดี๋ยวมันเข้าทางกาย ทางจมูก ทางลิ้น เฝ้าไม่ได้

ท่านโปถิระก็ไปเฝ้าอยู่ที่ใจ เพราะมันจะเข้าทางตา หู จมูก ลิ้น กาย มันก็มาปรากฎอยู่ที่ใจ พอใจไม่พอใจเป็นความโลภ ความโกรธอยู่ที่ใจเท่านั้น ตอนหลังท่านโปถิระได้บรรลุเป็นอรหันต์รูปหนึ่ง


จุดเริ่มต้นของท่านก็คือเฝ้าอยู่ที่ใจ เฝ้าอยู่ทวารที่ 6 คือใจ พาหิยะเห็นสักแต่ว่าเห็น เห็นโดยไม่มีความคิดเห็นเฉย ๆ ไม่มีตัวตนผู้เห็น

เทวดาองค์หนึ่งไปทูลถามพระพุทธองค์ว่าพระองค์ปฏิบัติอย่างไรถึงข้ามโอฆะสงสารได้

พระพุทธองค์ก็บอกว่าเราปฏิบัติในขณะที่เรายื่น เดิน นั่ง นอน ในอิริยาบท ทั้ง 4 อย่าง ไม่พักไม่เพียร

ไม่พักทำอย่างไร นั่งสมาธิตลอดคืน เดินจงกรมทั้งคืน

แล้วบอกไม่เพียรอีก ไม่เพียรก็อยู่เฉย ๆ เลยไม่เข้าใจ

พักเพียรเป็นของคู่ ปฏิบัติอย่างไม่พักไม่เพียรคือ ไม่มีของคู่ ก็คือสภาวะจิตที่ไม่มีความคิดเลย ของคู่เกิดจากความคิดเกิดจากอวิชชาที่เราให้ค่าตัดสินลงความเห็นไม่มีพักไม่ มีเพียรไม่มีของคู่ก็คือ สภาวะจิตที่ว่าง ไม่มีความคิดเลย ตรงนั้นแหละคือทางสายกลาง คือ มัชฌิมาปฏิปทา ฉะนั้นเราก็สามารถจะทำได้อย่างพระพุทธองค์ เดิน ยืน นั่ง นอน ทำอย่างไรใจเราจะไม่คิด ถ้าใจเราไม่คิดแล้วมองดูแล้วฟังเสียงนี่ก็เหมือนพาหิยะบรรลุธรรม

อันนี้มีในพระสูตรพระไตรปิฏก เล่มที่ 15 เรื่องโอฆะสูตร

ของมหายานก็มี อิคิวซังไปเยี่ยมอาจารย์ที่กำลังป่วยใกล้ตาย อิคิวซังบรรลุอรหันต์แล้ว แต่อาจารย์ของอิคิวซังยังไม่รู้จักทางเลยยังไม่เห็นทาง

พอดีไปเยี่ยมอาจารย์ ก็บอกอาจารย์ให้ผมบอกทางให้ไหม

อาจารย์บอกว่าไม่ต้อง ข้ามาคนเดียวก็จะไปคนเดียว

อิกคิวซังได้ยินอย่างนั้นก็บอกอาจารย์ว่า ถ้ายังมีมามีไป มันไม่ใช่ทางนะ

มา-ไป เป็นของคู่ใช่ไหมไม่ใช่ทาง นี่ของมหายาน แต่ของเถรวาทเรา พระพุทธเจ้าปฏิบัติอย่าง ไม่พัก-ไม่เพียร เห็นไหมมันเหมือนกันได้พอดี

อาจารย์ของอิกคิวซังได้ยินแค่นั้นแหละบรรลุธรรมและมรณะภาพไปเลย “ทาง” จะต้องไม่มีของคู่ ทางสายกลางจะต้องไม่มีของคู่


อีกเรื่องหนึ่ง คือ นางกุณฑลเกสีโต้วาทีกับพระสารีบุตร นางถามปัญหาต่าง ๆ พระสารีบุตรตอบได้หมด

พระสารีบุตรถามบ้างว่า น้องนางอะไรคือ ความเป็นหนึ่ง
"เอกัง นามิกิง" เอกังก็เอกหรือหนึ่ง นามก็คือชื่อ อะไรได้ชื่อว่าหนึ่ง

นางกุณฑลไม่รู้จักหนึ่ง หนึ่งในพุทธศาสนาก็คือ เอกายนะมรรคโค หรือมัชฌิมาปฏิปทาคือ สิ่งเดียวกัน ทางสายเอกหรือ สภาวะของความเป็นหนึ่ง

นางกุณฑลแพ้ก็เลยเข้ามาบวชในพุทธศาสนา ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์รูปหนึ่ง

ของมหายานก็มีสิ่งเดียวกันนี้

ท่านโพธิสัตว์มัญชูศรีถามท่านวิมลเกียรติว่า ท่านรู้จักไหม อะไรคือสิ่งที่ไม่ใช่ของคู่

ท่านวิมลเกียรตินิ่งไม่ตอบ

กล่าวกันว่า การนิ่งของท่านเสียงดังยิ่งกว่าฟ้าร้อง

คือท่านวิมลเกียรติไม่รู้จะอธิบายอย่างไรกับสภาวะจิตที่ไม่มีความคิด นั้นก็คือทางสายกลาง เอกายนมัคโค สภาวะตรงนั้นคือสภาวะที่ไม่มีของคู่ รับรู้อย่างไม่แบ่งแยก (เป็นหนึ่ง – เป็นเอกภาพ) มันลงกันได้พอดีกับของมหายานและเถรวาทที่ในส่วนของการปฏิบัติ

โมฆราชไปถามพระพุทธเจ้าว่าทำอย่างไรมัจจุราชจึงจะตามหาตัวเราไม่เจอ

พระพุทธเจ้าบอกว่าเธอจงมีสติสัมปชัญญะมีสติปัญญาถอนความรู้สึกว่ามีตัวตนออก เสียเมื่อนั้นเธอก็จะไม่ตายถ้าไม่มีตัวเรามันก็ไม่มีใครตายถ้าไม่มีตัวเรา ไม่มีอัตตาไม่มีตัวตนก็ไม่มีเกิดไม่มีตายนั่นคือเข้าถึงสภาวะสัจจะสูงสุด


จุดเริ่มต้นของหลวงพ่อก็คือทำอย่างไรใจของเราถึงจะสัมผัสกับความจริงสูงสุด ได้ ในโลกนี้มีความจริง 2 อย่างที่เรียกว่า สังขตธรรม กับ อสังขตธรรม สังขตธรรมก็ธรรมหรือสิ่งที่เกิดขึ้นจากเหตุจากปัจจัย คือสิ่งต่างๆ ที่เราเห็นทางตาที่เราเห็นทุกสิ่งเกิดขึ้นจากเหตุจากปัจจัยตกอยู่ใน ไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่เที่ยงเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ไม่มีส่วนไหนที่เราจะให้ค่าตัดสินว่าเป็นตัวตน มีตัวตนหรือไม่มีตัวตนนี่คืออนัตตา เสียงทางหู กลิ่นทางจมูก รสอาหารทางลิ้น สิ่งที่มากระทบทางกาย ความรู้สึกนึกคิดในจิตใจ ขบวนการเหล่านี้คือสังขตธรรม เกิดขึ้นจากเหตุปัจจัยเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

และความจริงอีกชนิดหนึ่งรู้ไม่ได้ด้วยประสาทสัมผัสไม่มีอะไรปรุงแต่งแต่เรา ไม่เห็นมันตรงนี้แหละคือปัญหาเราไม่สามารถเห็นสภาวะนี้จึงมีความรู้สึกว่ามี ตัวเรา

ท่านอังคาร กัลยาณพงษ์ แต่งเอาไว้ว่า

"อนิจจาน่าเสียดายฉันทำชีวิตหายไปครึ่งหนึ่ง ส่วนที่หายช่างลึกซึ้งมีบุปผาลดามาลย์"

ที่หายก็คือความจริงสูงสุดที่เราไม่เห็น เราคิดว่าสิ่งที่เรารับรู้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย เป็นความจริง แต่มันไม่ใช่ความจริงแท้เป็นความจริงเพียงขณะเดียวเท่านั้นเอง ขณะนั้นผ่านไปก็ไม่ใช่ความจริงแล้วเพราะมันเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาเหมือน กระแสน้ำที่ไหลไปตลอดเวลาความจริงแท้ไม่เปลี่ยนแปลงอยู่อย่างไรก็อยู่อย่าง นั้น นั่นคือ สูญญตา ความว่าง หรือ อสังขตธรรมนั่นเอง เป็นสัจจะสูงสุด

จุดเริ่มต้นเราจะต้องสัมผัสกับสิ่งนี้ สัจจะสูงสุดมีปัญญาที่ไม่มีขอบเขตจำกัด

หลักการพุทธศาสนาที่เรียกว่า การทำจิตให้บริสุทธิ์ คือ เมื่อเราได้สัมผัสกับสัจจะสูงสุดจิตของเราจะบริสุทธิ์ ความรู้สึกว่าตัวเราไม่มี อยู่เหนือของคู่เป็นสัจจะที่อยู่เหนือโลก โลกเป็นของคู่แต่สภาวะที่เรียกว่า อมตธรรม มันอยู่เหนือ เรียกว่า โลกุตตรธรรม หรือธรรมที่อยู่เหนือโลกถ้าเราเห็น หรือใจของเราสัมผัสกับสิ่งนี้จะไม่มีความรู้สึกว่ามีตัวเราจะไปพ้นเวลา ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคตไปพ้นของคู่ ไปพ้นวัฎฎสงสาร เมื่อไม่มีตัวเราแล้ววัฎฎสงสารก็ไม่มี นั่นคือสัจจะสูงสุด คือนิพพาน คือ นิโรธะ หรืออนัตตา หรือสุญญตา ถ้าใครเห็นสิ่งนี้เพียงชั่วขณะ หรือชั่วช้างกระดิกหู งูแลบลิ้น เรียกว่า ได้ดวงตาเห็นธรรม หรือเห็นทางสายกลาง

ฉะนั้นเราต้องรู้จักทางสายกลางเพื่อไปสู่เป้าหมายการดำเนินชีวิตพรหมจรรย์ ที่ไม่มีตัวเราเป็นศูนย์กลางเหมือนอย่างเก่าด้วยปัญญาที่เกิดจากสัจจะสูงสุด เป็นตัวนำ ไม่ว่า จะคิดสัมมาสังกัปปะ พูดสัมมาวาจา การทำงานสัมมากัมมันตะ อาชีพสัมมาอาชีวะ ต่างๆ สมังคีเป็นหนึ่งเดียวกับตัวปัญญาญาณ ที่เห็นสิ่งต่างๆ ตามที่มันเป็น ถ้ามีตัวเราจะหาความสุขแท้จริงไม่ได้ เพราะใจมันคับแคบ เห็นแก่ตัว

ถ้าไม่มีตัวเราขบวนการความคิดก็ไปอีกแนวหนึ่งเป็นไปเพื่อผู้อื่น เป็นความคิดที่สร้างสรรค์แก่สังคม และตัวเราก็มีความสุขมีใจอิ่มเอิบเบิกบานคือความสุขที่ไม่ต้องอาศัยวัตถุ เรียกว่า นิพพานัง ปรมังสุขัง สุขเกิดจากใจที่สงบเย็น


ตัวปฏิบัติที่พระพุทธองค์ปฏิบัติข้ามโอฆะสงสารได้ เราก็ทำได้ ก็ยืน เดิน นั่ง นอน รักษาสภาวะจิตที่มันว่าง จากการให้ค่าตัดสินลงความเห็นที่เป็นคู่ ๆ และทำอย่างไรใจมันจะว่างได้ ในหลักของไตรสิกขา สิกขาแปลว่าศึกษา ศึกษาคือการเรียนรู้ แต่เวลานี้การศึกษาของเราเป็นแค่การเรียนรู้เพื่อสะสมเท่านั้นเองแต่สิกขา หรือศึกษาทางพุทธศาสนา รู้ปริยัติแล้วปฏิบัติด้วยการสังเกต,เรียนรู้เพื่อความเข้าใจ เรียกว่าสิกขา

ถ้าไม่มีสิกขาจะไม่เป็นพุทธศาสนาเลย เพราะมันไม่มีปัญญาญาณวิธีที่จะทำให้จิตของเราว่างจากขบวนการความคิดมันมี ความลับอันหนึ่งซึ่งคนไม่ค่อยรู้จักขบวนการความคิดมันจะหยุดไปได้ด้วยตัวของ มันเอง ถ้าเราสังเกตมัน หรือดูมันแต่เวลา เราปฏิบัติทั่วๆ ไป เราบังคับให้ใจเราไปอยู่กับลูกแก้วบ้าง ไปอยู่กับลมหายใจบ้างไปอยู่กับลมกระทบ คือบังคับให้ใจเราไปอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งบังคับนาน ๆ เข้าก็อยู่เหมือนกันไม่ไปไหน แต่ไม่มีปัญญาสงบแต่ความสงบอย่างนั้นไม่เป็นฐานให้เกิดปัญญาญาณที่จะเห็น สิ่งต่าง ๆ ตามที่มันเป็น

เหมือนกับที่พระพุทธเจ้าไปปฏิบัติกับ 2 อาจารย์ อาฬารดาบส อุทกดาบส ได้ฌาณสมาบัติ 7 สมาบัติ 8 แต่ไม่มีปัญญา

พระพุทธเจ้าไม่ทรงพอใจเลย แสวงหาเรื่อยไป จนกระทั่งถึงที่สุดที่ไม่ต้องแสวงหาอีกแล้ว คือท่านพบทางสายกลาง พบปัญญาที่ไม่มีขอบเขตจำกัด อ้อนี่เองที่จะทำให้เราไม่ตาย ไม่แก่ เพราะก่อนที่ท่านจะออกบวช ท่านออกไปเที่ยวนอกเมืองพบ เทวทูต 4 คือ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย เจอสมณะ เอทำอย่างไร เราจึงจะไม่แก่นะ เราจะช่วยคนอื่นได้อย่างไร ทำอย่างไร เราจะไม่ตาย เราจะไม่เจ็บนะ หลังจากพระองค์ได้ตรัสรู้ เออเราไม่ตายแล้วก็มันไม่มีตัวเรา ก็ไม่ตาย ไม่แก่ ไม่เจ็บแล้วปัญหามันอยู่ที่ว่าตัวเรานี่แหละ


ตัวเราจะมีความสุขหรือมีความทุกข์ ถ้าไม่มีตัวเราดำเนินชีวิตนี่คือ เป้าหมายของพุทธศาสนา เราจะต้องทำลายตัวเราซึ่งมันเกิดจากอุปาทาน ตัวเรานี่แหละคือ ต้นเหง้าของกิเลสต่าง ๆ ไม่ว่าเป็นความโลภ ความโกรธ ถ้าไม่มีตัวเรา ความโลภ ความโกรธพวกนี้ไม่มีหรอก

หลวงพ่อไปคุยกับท่านพระธรรมปิฎก ตัวเรานี่ไม่มีนะหลวงพ่อ มันเป็นขบวนการความคิดชั่วขณะเท่านั้นเองที่เป็นตัวเรา จริง ๆ แล้วไม่มี เมื่อไม่มีตัวเราจะทำลายตัวเราได้อย่างไร เขาบอกว่าการจะทำลายตัวเราได้ ก็คือทำลายเหตุทำให้เกิดตัวเรา เหตุให้เกิดตัวเรา คือ อวิชชา คือ ไม่มีปัญญาเห็นความจริงนั่นเอง ฉะนั้นสิ่งที่เราจะต้องทำลายอวิชชาก็คือ ตัวปัญญาที่เกิดจากใจที่สงบ ทำอย่างไรใจจึงจะสงบ ใจมันจะสงบลงไปด้วยตัวของมันเอง ไม่ต้องไปบังคับให้ไปอยู่กับลูกแก้ว หรือลมหายใจอะไรต่าง ๆ การกระทำอย่างนั้น มันมีสิ่งที่ถูกรู้มีผู้รู้ แม้จะสงบแต่ก็ยังมีอัตตาอยู่จิตยังไม่ว่าง มันจึงไม่มีปัญญา จิตมันจะต้องว่างหรือบริสุทธิ์จริง ๆ จากขบวนการความคิด


ปัญญาที่แท้จริงที่ไม่มีขอบเขตจำกัดจึงจะเกิดขึ้น ปัญญาไม่มีขอบเขตจำกัดมันมีอยู่แล้ว จิตที่สงบ จิตที่ประภัสสรก็มีอยู่ เราไม่ได้โกรธใครทั้งวันไม่ได้รักใครทั้งวันแต่เราไม่เคยสังเกตจิตใจของเรา เท่านั้นเอง

จิตที่บริสุทธิ์หรือประภัสสรนี่แหละมันรักษาชีวิตเราอยู่ ถ้าเราคิดทั้งวัน 3 วันเท่านั้น โน่นบ้านสมเด็จ ฉะนั้นเราไม่เคยสังเกตใจของเราเลย พูดง่าย ๆ บางคนเกิดมาไม่เคยรู้จักใจตัวเองเลย ฉะนั้น จุ

ดเริ่มต้นที่หลวงพ่อเล่าพระสูตรต่าง ๆ มันเริ่มที่ใจ พออาจารย์รุ่นหลังเริ่มข้างนอก ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ ไปรู้ที่เท้า รู้ข้างนอก รู้ที่ลมหายใจ แม้ลมหายใจก็เป็นข้างนอก มีสิ่งที่ถูกรู้มีผู้รู้ ที่เท้า ที่ลูกแก้ว ยกมือข้างนอกทั้งนั้น

พระสูตรที่หลวงพ่อยกมานี้ เขาเริ่มที่ใจพระโปถิระก็เริ่มเฝ้าที่ใจ ยิ่งอนุตตรธรรมนี้ เขาเฝ้าที่ธรรมญาณตรงจิตที่ว่างตรงนั้นคือ ญาณหรือปัญญาที่ไม่มีขอบเขตจำกัด เขาเฝ้าอยู่เขาเรียกว่า "ธรรมญาณ" นี่ของอนุตตรธรรม


อนุตตรธรรมก็มาจากท่านเว่ยหล่าง แต่มาทางสายฆราวาสท่านไป่อี้ฉาน พวกนี้มาถึงเมืองไทยเราเหมือนกัน ฉะนั้นวิธีปฏิบัติของหลวงพ่อ ก็คือ ยืน เดิน นั่ง นอน สังเกตใจตัวเองขบวนการความคิด หยุดนิดหนึ่ง มันว่าง ตามปกติมันว่างอยู่แล้วแต่เราไม่เคยสังเกตเลย

ลองสังเกตดูสิ นั่งตัวตรงๆ หายใจยาวสัก 3 ครั้งขณะที่หายใจยาวสังเกตสิว่าใจมันคิดอะไรไหมลืมตาก็ได้หลับตาก็ได้คิดไหม ยังไม่รู้จักความคิดเลยบางคนบอกว่าได้ยิน ได้ยินไม่ใช่ความคิดนี่ยังไม่ใช่ความคิดคือมันเอาสิ่งที่ได้ยินสิ่งที่เห็น เอามาคิดนั่นคือความคิด

แต่ที่มันเป็นความลับคือพอเราตั้งใจสังเกตความคิด ความคิดก็ไม่มีแล้วเราจะเห็นใจมันว่างแต่ใหม่ๆ ว่างเดี๋ยวเดียวใจที่มันว่างตรงนั้นเราสังเกตสิเอาใหม่ไม่ต้องหายใจเข้าลอง สังเกตคิดไหมเห็นใจที่มันเฉยๆ ว่างๆ ไหม ไม่มีความคิดเลยเห็นไหม

เอาใหม่ไหนลองสังเกตจริงๆ สิถามว่าใจมันอยู่ที่ไหนใจมันไม่มีที่อยู่ตัวใจจริงคือความว่าง ความวิเศษของมันก็คือสามารถรับรู้และคิดได้พอใจได้ รู้สึกได้ สบายใจได้ ทุกข์ได้ นี่คือใจตัวจริงๆ ของมันตัวที่ยังไม่มีพวกนี้มันว่างใจจริงๆ มันบริสุทธิ์ ตัวบริสุทธิ์เขาเรียกว่าจิต มันคือความว่างมันสามารถจะสัมผัสกับสัจจะสูงสุด

สัจจะสูงสุดก็คืออสังขตธรรม หรือสุญญตานั่นแหละถ้าเราเห็นสภาวะนี้มันจะสัมผัสกับสัจจะสูงสุด

จิตที่บริสุทธิ์ของเราที่ยังไม่มีอะไรไปปรุงแต่งเขาเรียกว่า จิตประภัสสร ตรงนี้มันคือความว่าง

จิตเดิมของเรา พอเราสังเกตความคิดมันหายไป จิตเดิมของเราจะเผยตัวให้เห็นสภาวะนี้ลองสังเกตใหม่เห็นไหมใจเฉยๆ ขณะที่ใจว่างมีความรู้สึกว่ามีตัวเราไหม ไม่มี ของคู่มีไหม ไม่มี แล้วลองมาดู ลองฟังเสียงเราสามารถทำได้ในทุกอริยาบท ไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง นอน พอนึกขึ้นได้สังเกตใจเรา เห็นมันว่างใหม่ๆ ว่างเดี๋ยวหนึ่ง

อย่าไปบังคับให้มันว่างนาน พอเห็นมันว่างรู้สึกสบายพอแล้วแค่นั้นแหละยิ่งทำบ่อยๆ มันก็ยิ่งทำให้มันมีพลังมาก ขึ้นทุกครั้งที่เราดูมันมันจะสะสมพลังในตัวของมันเองโดยที่เราไม่รู้สึกตัว เลย ทำให้เรานึกได้บ่อยขึ้น พอนึกได้บ่อยขึ้นเราก็ดูมันบ่อยขึ้นนั่นคือมันมีพลังแล้ว ตอนหลังมันจะหยุดนานขึ้น


นี่คนเราจะท้อตรงนี้ตรงที่ว่าทำแล้วไม่เห็นมันหยุดนานสักทีเราต้องเข้าใจว่า ที่เราสะสมมาตั้งแต่เริ่มจำความได้หรือคิดเป็นนี่เราเริ่มสะสมความเคยชิน เรื่องของทวิภาวะ หรือของคู่พวกนี้มาตลอดเวลาเพราะมันเคยชินเราเคยชินกับขบวนการความคิดระดับ เหตุผลเคยชินกับความคิดระดับทวิภาวะ เราไม่รู้สึกตัว เราต้องมาเปลี่ยนความเคยชินใหม่ความเคยชินคือทำอย่างไรเราจะเห็นเฉยๆ ได้ยินเฉยๆ ฉะนั้นเราก็ต้องเริ่มเฝ้าที่ใจก่อน

เริ่มเห็นมันว่างก่อนตรงนี้จะต้องเป็นฐานของการปฏิบัติ และจะต้องเห็นตลอดเวลา ในขณะที่เราเห็นตรงที่จิตมันว่าง ตัวเราไม่มี นี่มันได้ทำลายหรือละอุปาทานไปแล้วนี่เราจะดำเนินชีวิตด้วยความรู้สึกที่ไม่ มีตัวเราอย่างนี้ ต่อไปมันมีกำลังแล้ว ใจตัวที่มันว่างนี้ธรรมชาติรู้ที่ไม่มีขอบเขตจำกัด มันจะหยั่งลงสู่จิตใจเรา ตอนหลังเราไม่ต้องดู เรารู้ว่าใจมันนิ่งเฉย ไม่ต้องสังเกต เหมือนอย่างตอนแรกเข้าถึงความเป็นธรรมชาติ ตัวรู้ตัวนี้จะแผ่ขยายออกมารับรู้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ พร้อม รู้ในความเป็นทั้งหมดของชีวิตเรา


แต่จิตสำนึกในระดับธรรมดาหรือปัญญาในระดับจิตสำนึกที่เราดำเนินชีวิตที่มี ความรู้สึกว่ามีตัวเรา ในระดับเหตุผลนี้มันมีขอบเขตจำกัด คือ มันรู้ได้ทีละทาง เช่นตั้งใจจะดูรู้ได้ทางตา ทางอื่นไม่รู้ ตั้งใจจะฟังรู้ได้ทางหู ทางอื่นไม่รู้ นั่นคือปัญญาในระดับจิตสำนึกมีขอบเขตจำกัด

รู้ได้ทีละทางมีขอบเขตจำกัดของมัน นั่นคือ ระดับปัญญาของจิตสำนึก แต่ปัญญาในระดับจิตเหนือสำนึกหรือปัญญาที่เกิดจากจิตที่ว่าง เกิดจากสัจจะสูงสุดนี้ไม่มีขอบเขตจำกัดเลย มันจะรู้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รู้ในความเป็นทั้งหมดที่ประสาทของเราสามารถจะรับรู้ได้

ปัญญามันต่างกัน ปัญญานี้เรียกว่า ปรีชาญาณ หรือ ญาณะ หรือ ญาณทัศนะ ปัญญานี้รู้โดยไม่ต้องคิดเรียกว่าหยั่งรู้ ตระหนักรู้ ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Wisdom ก็ได้ Intelligent ก็ได้ Instuition

แต่ปัญญาระดับเหตุผลเรียกว่า Intelecual ปัญญาระดับการฟังขั้นแรกเรียกว่า Knowledge เราก็ต้องฝึก สังเกตใจแล้วมันว่าง จนกระทั่งมันมีพลังมันก็จะหยุดนาน ตัวรู้ก็จะหยั่งลงก้นบึ้งของจิตใจตัวรู้จะมาอยู่ที่ใจของเราตลอดเวลา


แล้วมันจะรับรู้เฉยๆ จะเห็นเฉยๆ ได้ยินเฉยๆ ได้โดยไม่ต้องพะวงกับตัวใจเลยเพราะมันนิ่งสงบอยู่ก้นบึ้งแล้วเราจะต้องเห็น ตรงนี้อยู่เป็นฐานอยู่ตลอดเวลา เมื่อเรามีฐานตรงนี้ ฐานที่ใจมันว่างนิ่งสงบการรับรู้มันก็ไม่มีการแบ่งแยก ไม่มีสิ่งที่ถูกรู้ไม่มีผู้รู้นี่คือการดำเนินชีวิตด้วยความรู้สึกที่ไม่มี ตัวเรา

ขบวนการความคิดต่างๆ ก็สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา ที่มันสัมมาเพราะมันมีตัวปัญญาญาณ หรือสัมมาทิฏฐิเป็นฐาน เห็นสิ่งต่างๆ ตามที่มันเป็นไม่เป็นของคู่แล้ว นี่เราก็จะดำเนินชีวิตไปอีกทัศนะหนึ่ง ทุกข์ไม่มีแล้วตอนนี้ ไม่มีทุกข์แล้ว จนกว่าเราจะทำสมบูรณ์นั่นแหละคือทุกข์น้อยลงจนกระทั่งสมบูรณ์เรียกว่า พระอรหันต์

เราไม่ต้องทำจนถึงสมบูรณ์หรอกแค่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นเราใช้ปัญญาที่เห็นความ จริงแล้วแก้ปัญหา เราก็จะทุกข์น้อยลง ไม่มีปัญญาญาณนี้ จึงมีปัญหา ใช้ปัญญาในระดับเหตุผล เวลานี้เราแก้ปัญหาด้วยปัญญาระดับเหตุผล พอมีปัญหาขึ้นมาเราโทษคนนั้นคนนี้

อะไรต่างๆ ทำให้เราทุกข์เราก็จะไปปัญหาที่คนอื่น แต่จริงๆ มันต้องแก้ที่ตัวเรา แก้ที่ขบวนการความคิดหรือความอยากจะให้เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ ที่เราตัดสินว่ามันถูกมันดีมันอะไร พอไม่มีขบวนความคิดพวกนี้ปัญญาที่แท้จริงที่ไม่มีขอบเขตจำกัดก็เกิด รู้ว่าปัญหาเหล่านี้เราจะแก้อย่างไร ปัญญาของสัตตบุรุษก็คือรู้จักเหตุรู้จักผลรู้จักตนรู้จักประมาณรู้จัก กาลบริษัทบุคคล

ปัญญาญาณนี้จะแสดงออกแก้ปัญหาต่างๆ ปัญหาก็ลดน้อยลง ฉะนั้นตัวปฏิบัติจริงๆ คือ การพัฒนาให้จิตประภัสสร หรือจิตเดิมของเราที่มีปัญญาอย่างไม่มีขอบเขตจำกัดได้แสดงตัวของมันออก มาแสดงธรรมชาติแท้จริงออกมาทำงาน


จิตใจที่เรียกว่าขันธ์ 5 หรือนาม มันคืออาการของจิตที่บริสุทธิ์อาการของจิตที่แท้

จิตที่แท้จริงๆ คือความว่าง อาการเช่นความรู้สึกขบวนการความคิดต่างๆ ก็ดี นี่เป็นอาการ

เปรียบเหมือนคลื่นกับน้ำ อาการเหมือนคลื่นคือปรากฏการณ์ต่างๆ หรือสังขตธรรมเหมือนกับคลื่นเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

แต่น้ำคือต้นกำเหนิดของคลื่นจะมีคลื่นได้ก็ต้องมีน้ำ

จะมีปรากฎการณ์ได้ต้องมีความว่าง

แต่เราไม่เคยเห็นตัวจริงของมันเลย

คนโบราณสอนว่าเห็น

เสื้อไม่เห็นผ้า เห็นตุ๊กตาไม่เห็นยาง

นกไม่เห็นฟ้า ปลาไม่เห็นน้ำ

หนอนไม่เห็นคูต คนอยู่ในโลกไม่รู้จักโลก

ปัญหาต่างๆ ก็เกิดมากมายเพราะเราดำเนินชีวิตด้วยความรู้สึกว่ามีตัวเราทุกคนแข่งขันแย่งกันให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

ความเอื้ออาทรคุณธรรมหายไปคนสมัยก่อนมีความเอื้ออาทรต่อกันเพราะความเห็นแก่ ตัวของเขาน้อย เขาอยู่ท่ามกลางธรรมชาติดินฟ้าอากาศตามฤดูกาล คนรุ่นใหม่น่าสงสารมากอยู่กับความตื่นเต้น กับการรับรู้ทางประสาทสัมผัสถ้าไม่มีความตื่นเต้นเขาจะเหงา ฟุตบอล หนัง เดี๋ยวนี้สร้างจนกระทั่งจิตใจของเราไม่ปกติเลย ดูแล้วมันตื่นเต้นมากมันพยายามให้ตื่นเต้นเพื่อจะจูงใจให้คนเข้าไปติดอยู่ กับตรงนั้น ผิดกับสมัยก่อนเป็นหนังชีวิต ใจคนมันอยู่เฉยไม่ได้มันต้องไปเกาะกับอะไรที่ตื่นเต้นจึงจะอยู่ได้


วิธีปฏิบัติในแนวทางของหลวงพ่อ ทำได้ทุกขณะ ไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง นอน จนกระทั่งมันมีพลัง ตอนหลังเหมือนไม่ได้ทำ

เหมือนอย่างที่อาจารย์พุทธทาสพูดว่า กิจวัตรการงานของเรานั่นแหละคือ วิถีพุทธธรรม คือการปฏิบัติธรรม

แต่ก่อนปุถุชนดูหนังเห็นแต่ภาพที่เคลื่อนไหวสนุกสนานบนจอ หรือโทรทัศน์ก่อนมันจะมีภาพเคลื่อนไหว ก่อนจะฉายหนังจอมันว่างขาวสะอาด จอที่ขาวสะอาดเหมือนใจเราที่ไม่มีความคิดเลย ตรงนี้แหละเป็นฐานให้เกิดความคิดต่างๆ หรือขบวนการปรุงแต่งต่างๆ

หนังจะมีได้มันจะต้องมีจอสีขาวก่อนถ้าไม่มีจอสีขาวก็มีไม่ได้ ถ้าไม่มีน้ำมีคลื่นไม่ได้ ฉะนั้นคลื่นคืออาการของน้ำภาพที่ไหลไปบนจอนั่นแหละมันมีได้จากจอที่มันว่าง ฉะนั้นนักปฏิบัติเราจะต้องเห็นจอสีขาวเป็นฐานอยู่ที่ใจของเราตลอดเวลาเลย และเห็นการเคลื่อนไหวของขบวนการความคิดต่างๆ หรือโลกของการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ไหลไป มี 2 อย่างคือความจริงที่กำลังเปลี่ยนแปลง กับ ความจริงที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลง คือจอสีขาวนั่นเอง

ฉะนั้นเราจะต้องเห็นจอสีขาวที่ก้นบึ้งจิตใจของเราตลอดเวลา คือใจที่สงบนิ่ง

อีกส่วนหนึ่ง สังขตธรรม ที่เราต้องพูดต้องคิดต้องทำต้องอะไรในกิจวัตรประจำวันนั่นคือ การเคลื่อนไหวสิ่งที่เคลื่อนไหว อยู่ในความไม่เคลื่อนไหว

สิ่งที่เปลี่ยนแปลงอยู่ในความไม่เปลี่ยนแปลง หรือจอสีขาวนั่นเอง ปุถุชนจะไม่เห็นจอสีขาว ถ้าไม่ใช่นักปฏิบัติจะไม่เห็นจอสีขาว จะไม่เห็นใจที่สงบนิ่งก็เห็นอยู่กับภาพที่เคลื่อนไหว มีความสุข ความทุกข์อยู่แค่นั้นเอง

จุดเริ่มต้นที่ฟังหลวงพ่อมาสำคัญที่สุดเมื่อเราหันมามองที่ใจ เราเห็นไหม ใจที่มันเฉยๆ ว่างๆ

ถ้าทำได้ตรงนี้นี่คือจุดเริ่มต้นของการเดินทาง จุดเริ่มต้นของการปฏิบัติมันอยู่ตรงนี้ เมื่อเราทำตรงนี้เรานึกขึ้นมาตอนไหนตอนเดิน ยืน นั่ง นอน

ทำอะไรอยู่นึกขึ้นมาเราก็สังเกตใจเราเหมือนแม่โคกำลังเล็มหญ้าอยู่ มีลูกน้อยอยู่ตัวหนึ่งชำเลืองดูลูกไปด้วย ลูกวิ่งเล่นแล้ววิ่งมากินนม

ในพระไตรปิฎกอุปมาเหมือนโคแม่ลูกอ่อนกำลังเล็มหญ้า เหมือนเรากำลังทำการงานอยู่สังเกตจิตใจไปด้วย พอเราสังเกตใจมันจะว่างนิดหนึ่งตอนหลังเราไม่ต้องสังเกตแล้วจะเห็นมันนิ่ง เฉยแนวทางของการปฏิบัติด้วยการสังเกตนั่นแหละจะทำให้ใจของเราเป็นหนึ่งเดียว กับสัจจะสูงสุดหรืออมตธรรม


อมตธรรมนี่ ถ้าใจของเราสัมผัสได้ก็จะทำให้ไม่มีตัวเรา จะพ้นไปจากเวลา ไม่มีอดีต อนาคต จะไปพ้นของคู่นี่คือแดนที่บริสุทธิ์ แดนพุทธภูมิ ที่เราเห็น เราได้ยิน ถ้าใจเราว่างได้นี่คือแดน พุทธภูมิ

เราจะเห็นความมหัศจรรย์ของชีวิต ธรรมชาติที่สร้างมาเพื่ออะไรเป้าหมายของการสร้างให้เราเป็นคนเพื่ออะไร เราดำเนินชีวิตต้องมีเป้าหมาย เป้าหมายที่แท้ของชีวิตจริงๆ คือ เป้าหมายของการดำเนินชีวิตด้วยธรรมชาติรู้ที่ไม่มีขอบเขตจำกัดโดยไม่มีตัว เรานั่นคือเข้าถึงธรรมจิตนั่นคือเข้าถึงสิ่งสูงสุด

หรือเรียกอีกชื่อว่า จิตจักรวาล เป็นหนึ่งเดียวกับจักรวาลถ้าไม่มีตัวตน ตัวเราที่เกิดจากความคิด เราลองสังเกตดูสิพอเราก็ไม่มี ความคิดตัวเราไม่มีเห็นสภาวะที่ไม่มีตัวเราให้ได้ อดีตมีไหม? อนาคตมีไหม? ของคู่มีไหม? นี่คือ ดินแดนที่บริสุทธิ์ หรือสุขาวดี


ตรงนี้หรือพุทธเกษตรอยู่ตรงนี้ พระเจ้าก็อยู่ตรงนี้แหละ พระเจ้าสร้างทุกสิ่ง ทุกสิ่งเกิดจากความว่างสัจจะสูงสุดเป็นสิ่งเดียวกันคือสุญญตานั่นแหละ พระพรหม พระอัลเลาะห์ คือสิ่งนี้ทั้งนั้นแหละ คือสัจจะสูงสุดนี่แหละ คือ อสังขตธรรม แต่เราไม่เห็น เราคิดว่าสิ่งที่เรารับรู้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย มันคือความจริง แต่มันไม่ใช่ความจริงแท้สมัยพระพุทธเจ้าเขาเรียกว่า มายา ภาพลวงตามันเป็นภาพลวงตา

ถ้าเราเข้าถึงสัจจะสูงสุดหรือความว่างตรงนี้เราจะรู้สึกว่าเรากับสรรพสิ่งจะรวมลงเป็นหนึ่งเดียวกันนี่คือหนึ่งที่หลวงพ่อเขียนไว้ว่า

“ เอกภาพคือความหลากหลาย ความวุ่นวายคือความสงบ”

เมื่อใจเราว่างเราจะมีความรู้สึกว่าเรากับสรรพสิ่งเป็นหนึ่ง นี่คือความเป็นเอกภาพ ขณะนั้นใจเราจะเป็นอิสระแม้กระทั่งการรับรู้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็ไม่เอาสิ่งนั้นมาปรุงแต่งเลย ไม่มีของคู่เลย พอใจไม่พอใจไม่มีเลย นี่แหละ คือ ความเป็นเอกภาพ และความเป็นอิสระภาพที่แท้จริง !


ลูกหลานของหลวงปู่จะมีความเห็นแก่ตัวไม่ได้มีทิฐิถือตัวถือตน มียศมีศักดิ์
หยิ่งยโสไม่ได้ เพราะถ้ายังมีสิ่งเหล่านั้นอยู่ เขาจะเข้าถึงสัจธรรม คุณธรรม
ศีลธรรมและจริยธรรมไม่ได้ คนคับแคบ เย่อหยิ่ง จองหอง ยโส รอวันตาย
อย่างเดียว กลิ่นอายและรสชาติถ้อยคำของผู้มีความจริงใจ จะผิดกับกลิ่น
อายของผู้ไม่จริงใจ มีแต่มารยา วิชาการ ผิดกันราวกับฟ้าและเหว ขอเพียง
พวกท่านมีความจริงใจ มีความเป็นธรรมชาติ ท่านจะได้เป็นพระโพธิสัตว์
เป็นลูกหลานของชาวศากยะ ดูอย่างพระพุทธเจ้าเป็นที่รักของเทวดาพรหม
มาร เปรต และอสุรกาย ทรงยิ่งใหญ่ในหัวใจของทุกคนและของตัวเอง ดังนั้น
จงให้เขาก่อนแล้วจะได้รับ
ตราแห่งจิตหนึ่งเดียว


ไปพ้นโลกจะไม่มีสิ่งเป็นคู่, สรรพสิ่งเป็นอยู่มิใช่สอง, พ้นแตกต่างพ้นเหมือนจากเคยมอง, เราจึงต้องเร่งทำประจำวัน” นั่นก็คือภาวะจิตที่ไปพ้นความรู้สึกว่ามีตัวเรา คือภาวะที่อยู่เหนือโลก ภาวะที่อยู่เหนือของคู่ จะเป็นเครื่องนำทาง หรือเป็นวิถีของการปฏิบัติ นี่คือ”หนทาง” ที่ประเสริฐที่สุดทำให้เกิดการลดละปล่อยวางความยึดถือต่างๆ ที่เรายึดถือมา เราก็จะตื่นขึ้น นี่คือจิตใจที่ตื่น ที่เบิกบานจากการเห็นแจ้งในสิ่งหรือในธรรมที่ทำให้เกิดโพธิ์ นั่นก็คือไม่ว่าจะเป็นสติ ธรรมวิจยะ ในองค์โพธิ์ปักษ์ขิยะธรรม ก็จะเกิดขึ้น ทำให้เราได้ประจักษ์แจ้งกับความจริง


และเราสามารถที่จะตั้งมั่นอยู่ในธรรมนั้นอย่างมั่นคงได้ นี่คือความเป็นไปเองจากการที่เราได้สังเกตมันบ่อยๆ ได้ฝึกฝนหรือที่เรียกว่าปฏิบัติภาวนา คือการพัฒนาจากจิตสามัญสำนึกไปสู่จิตเหนือสำนึก ไปสู่จิตที่ไปพ้นความรู้สึกว่ามีตัวเรา ไปสู่จิตที่ตื่นขึ้น เพราะว่าหัวใจของพุทธศาสนา หัวใจของธรรมทั้งหลายไม่ใช่มาจากผู้อื่น ไม่ใช่การรู้จากผู้อื่น โลภะก็ดี โทสะก็ดี โมหะก็ดี มันจะเป็นเครื่องวัดความก้าวหน้าในการปฏิบัติ เรายังมีความรู้สึกพอใจไม่พอใจอยู่ไหม, เรามีตัวรู้อยู่ตลอดเวลาไหม, วันๆ เรามีตัวรู้เห็นจิตใจมันว่างบ่อยครั้งไหม นี่แหละคือสิ่งจะบอกเราว่าการปฏิบัติของเราก้าวหน้าไประดับใด เราเท่านั้นจะเป็นผู้รู้, เราเท่านั้นจะเป็นผู้เห็น


การปฏิบัติเพื่อปล่อยวาง มันจะค่อยเป็นค่อยไปเหมือนในพระไตรปิฎก พูดถึงการจับด้ามมีดมันจะค่อยๆ สึกไปโดยที่เราไม่รู้สึกเลย จนกระทั่งเราใช้มีดนั้นไปนาน 10 ปี 20 ปี เราจะเห็นด้ามมีดเป็นรอยนิ้วมือของเรา นั่นคือไม้มันสึก การปฏิบัติก็เช่นเดียวกัน มันจะค่อยเป็นค่อยไปตามธรรมชาติจะพัฒนาไปตามธรรมชาติ ตามวิถีทางของมัน ในอีกวิถีทางหนึ่ง แม้การดำเนินชีวิตในมิติของจิตสามัญสำนึก ก็เป็นวิถีทางของธรรมชาติฝ่ายอวิชา ฝ่ายของโมหะ ที่เป็นไปเพื่อให้เกิดตัณหา เกิดอุปาทาน เกิดการยึดติด เกิดความทุกข์ นี่ก็เป็นวิถีของธรรมชาติฝ่ายอวิชาเช่นกัน


เมื่อเราสามารถจะพัฒนาปรีชาญาณ หรือวิชชาก็จะพัฒนาไปตามวิถีของธรรมชาติที่เป็นไปเองในฝ่ายของวิชชา ในฝ่ายของธรรมชาติรู้อย่างไม่มีขอบเขตจำกัด กิเลสตัณหาต่างๆ ที่เรายึดถือไว้มันก็จะค่อยๆ หมดไปเอง เราจะต้องนึกถึงปัจฉิมโอวาทของพระพุทะองค์ไว้ตลอดเวลา เพื่อการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง พระองค์ให้เรายังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม ตระหนักรู้ในสรรพสิ่ง มันเปลี่ยนแปลง ร่างกายเราก็เปลี่ยนแปลง วันหนึ่งมันจะต้องแตกสลายไป เรามีอายุเราเปรียบเทียบกับจักรวาล หรือโลกเป็นเศษหนึ่งส่วนล้านๆ น้อยมากชีวิตของคนเรานี่ แม้จะเทียบได้ร้อยปีก็ตามสั้นมากเหมือนน้ำค้างที่อยู่บนยอดหญ้าพอได้รับแสง ไออุ่น หรือความร้อนจากดวงอาทิตย์น้ำค้างบนยอดหญ้าก็ระเหยไป ชีวิตของเราจึงสั้นมาก


หากเราได้ตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่างๆ, ของตัวเรา เราก็จะไม่ประมาทในการที่จะฝึกฝนอบรม เรียนรู้ เพื่อที่จะให้เป็นประโยชน์ตน และก็เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น การปฏิบัติจึงมีความสำคัญ และเห็นประโยชน์ตรงที่เราสามารถจะเข้าถึง “ทางสายกลาง”ได้ “ ทางสายกลาง” คือกุญแจที่เปิดเผยความเร้นลับของธรรมชาติที่แท้ของเรา ความสำคัญผิดหรือความไม่รู้ในสิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริงที่เราดำเนินชีวิตมาแล้วๆ นี่เราจะต้องใช้ปัญญาญาณหรือปรีชาญาณมาแก้ไข,มาเรียนรู้เพื่อให้เกิดความ เข้าใจ


การฝึกฝนภาวนาต้องเริ่มต้นด้วยการใส่ใจต่อการสังเกตขบวนการของความคิด หรืออารมณ์ต่างๆ ด้วยจิตใจที่เป็นอิสระจน ทำให้เราเกิดความเข้าใจ แล้วความคิดมันจะสงบไปเอง ลดน้อยไปเอง ความใส่ใจในการสังเกตจะเป็นไปเพื่อการกำจัดกิเลส กำจัดความคิด เห็นสภาวะที่ปราศจากความคิด จากการสังเกตจะช่วยให้เราได้สัมผัสกับ”บางสิ่ง” ซึ่งไม่สามารถจะอธิบายให้ใครรู้ได้ด้วยภาษา, แต่ก่อนเราไม่รู้สิ่งนี้ทั้งๆ ที่มีอยู่มันเป็นธรรมชาติที่แท้จริงของสรรพสิ่ง, เราไม่รู้ไม่เห็นเลย ต่อเมื่อเราได้มาศึกษาพุทธศาสนาแม้จะมีความรู้มากมาย ะ แต่ก็ยังไม่รู้สิ่งนี้เพราะว่ายังไม่ได้ปฏิบัติ


บางคนมีความรู้มากมายพูดได้เก่งเอาความรู้ไปสอนแต่จริงๆ แล้วยังไม่เห็นสิ่งนี้เลย ยังไม่เห็นเนื้อหาสาระของความรู้นั้นเลย คำสอนของพระพุทธองค์มากมาย 84000 พระธรรมขันธ์ มารวมลงที่ทำให้จิตของเราตื่นเข้าถึงสัจจะขั้นอัลติมะด้วยการเห็นธรรมชาติ ที่แท้ของเรา แล้วเราก็จะเกิดความเข้าใจชีวิตและดำเนินชีวิตอย่างถูกต้อง ดำเนินชีวิตอย่างไม่มีทุกข์ มันมี “บางสิ่ง” ที่เราไม่รู้มาก่อนทั้งๆ ที่มีอยู่แล้วมันเป็นเป้าหมายของการปฏิบัติ จุดเริ่มต้นของทางสายกลางสัมผัสได้กับสิ่งนี้ นั่นคือสูญญตา หรืออนัตตา จุดเริ่มต้นเราเข้าถึงอนัตตาที่เป็นหัวใจของพุทธศาสนา ที่จะทำลายความยึดถือต่างๆ, ความผูกพันต่างๆ, ที่ทำให้เราทุกข์, ที่ทำให้เรามีปัญหา, จุดเริ่มต้นเราจะเห็นสิ่งนี้

ในการปฏิบัติก็คือให้ธรรมชาติของสิ่งนี้แสดงออกมา ผลของการปฏิบัติก็คือไม่ว่าจะคิด จะพูด จะทำ ทำกิจการงานต่างๆ ในชีวิตประจำวันจะต้องมีสิ่งนี้คือสูญญตาหรือนิโรธะ ทำงานร่วม หรือแสดงออกมาร่วมกับกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวันของเรา เราลองสังเกตตัวเราสิสำหรับผู้ที่ปฏิบัติมานานแล้ว, เห็นธรรมชาติที่แท้หรือความว่าง หรือสูญญตามันแสดงออกร่วมกับกิจการงาน ในทุกอริยาบถของเรา ไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง นอน คิด พูด ทำ เห็นสิ่งนี้ด้วยไหม


ถ้าเราเห็นสิ่งนี้แม้จะชั่วเล็กน้อยนี่ก็ถือว่าเราปฏิบัติมาตรงเป้าหมายแล้ว และมันก็จะพัฒนาตัวของมันเองแสดงออกยาวนาน และแผ่ขยายการรับรู้อย่างไม่มีขอบเขตจำกัด นี่คือเป้าหมายของการปฏิบัติ จุดเริ่มต้นของการปฏิบัติเราจะต้องเห็นสิ่งนี้เป็นพื้นฐาน,หากเราไม่เห็น สิ่งนี้แสดงออก,นี่เราปฏิบัติอย่างผิดเป้าหมาย,ผลของการปฏิบัติจะไม่เกิด, ธรรมชาติของปรีชาญาณจะไม่เกิด, ผลที่เป็นสัมมาสมาธิจะไม่เกิด, การทำลายหรือการปล่อยวางอุปาทานต่างๆ ที่เรายึดถือมาจะไม่เกิดขึ้นเลย


“ทางสายกลาง” จึงเป็นกุญแจสำคัญที่เป็นจุดเริ่มต้นของการจะปล่อยวาง ของการพัฒนาปรีชาญาณให้เกิดขึ้น จนเกิดความเข้าใจ,การแสดงออก หรือพฤติกรรมที่มีตัณหาอุปาทานเป็นพื้นฐาน, เราเข้าใจมากขึ้นๆ การลดละก็จะมากขึ้นเป็นเงาตามตัว การแสดงออกของปรีชาญาณเป็นสิ่งที่เราปรารถนา การปฏิบัติไม่ว่าจะนั่งสมาธิ เดินจงกรมก็เพื่อให้ธรรมชาติที่แท้แสดงตัวของมันออกมา แต่ถ้ามันไม่แสดงก็เพราะอวิชามันบัง ขบวนการความคิดมันบัง เมื่อความคิดมันหยุดไป ธรรมชาติที่แท้ก็แสดงตัวของมันออกมาควบคู่กับกิจการงานในชีวิตประจำวันของ เรา

อาจารย์สององค์พบกัน

อาจารย์องค์หนึ่งก็ถามอีกองค์หนึ่งว่า : ท่านกำลังทำอะไรอยู่

อาจารย์อีกองค์ก็บอกว่า : กำลังต้มน้ำร้อน,

มีคนๆ หนึ่งเขาอยากจะกินน้ำร้อน, กำลังต้มน้ำร้อนให้เขา

อาจารย์อีกองค์ถามว่า : ทำไมไม่ให้เขาทำเองล่ะ

อาจารย์องค์นั้นก็ตอบว่า : ก็นี่ไงเขากำลังทำอยู่ เขากำลังต้มน้ำร้อนอยู่,

นัยยะ ของอาจารย์ที่ตอบว่า เขากำลังทำอยู่นี่ นั่นก็คือธรรมชาติที่แท้แสดงออกร่วมกับกิจที่อาจารย์องค์นั้นกำลังต้มน้ำ ร้อนอยู่ พอเข้าใจได้ไหม


การปฏิบัติของเราจะวักผลมันได้ก็ด้วยการแสดงออกของธรรมชาติที่แท้ นี่แหละเป้าหมายสูงสุดมันแสดงออกนานไหม, บ่อยไหม, พระอรหันต์เห็นสิ่งนี้ตลอดเวลา เราเห็นมันได้มากน้อยแค่ไหนวันๆ ,มันแสดงออกควบคู่กับกิจการงานของเรามากน้อยแค่ไหนนี่เป็นตัววัด, หากจิตใจของเรายังไม่มั่นคง คือสัมมาสมาธิยังไม่มั่นคง ยังไม่ลึกซึ้งพอ ยังไม่หยั่งฐานลงสู่ก้นบึ้งของจิตใจ,ธรรมชาติที่แท้มันก็ไม่แสดงออกควบคู่ กับกิจการงานของเรา
สัมมาสมาธิเป็นฐาน เป็นบาทของการแสดงออกของธรรมชาติที่แท้ หรือสูญญตา หรือความว่าง สัมมาสมาธิเกิดขึ้นได้เพราะนิวรณ์ต่างๆ, หรือกิเลสอย่างกลางมันลดน้อยลงไป, ก็เนื่องมาจากการเรียนรู้อย่างใส่ใจ,สังเกตมันบ่อยๆ, ดูมันบ่อยๆ ทุ่มเทการปฏิบัติ ทุ่มเทการใส่ใจ ไม่ว่าจะทำกิจการงานใดๆ ก็อยู่กับการใส่ใจกับสิ่งนี้ นี่ไม่ได้หมายความว่าเราหยุดกิจการงานต่างๆ อยู่ที่วัด 7 วัน 15 วัน จึงถือว่าเป็นการปฏิบัติ ในทัศนะของอาตมาการปฏิบัติก็คือการสังเกต การเรียนรู้ในขณะที่ทำกิจการงานต่างๆ ในชีวิตประจำวันของเราอยู่กับบ้านนี่แหละ จิตใจของเราเป็นยังไงในขณะที่อยู่กับลูก กับหลาน กับพี่ กับน้อง จิตใจเรามันรู้สึกยังไง เฝ้าสังเกตมันนี่คือตัวการปฏิบัติในชีวิตประจำวัน, เราไม่จำเป็นต้องไปอยู่วัด หรือเข้าป่า เมื่อเราจับประเด็นของการปฏิบัติได้ เราก็สามารถปฏิบัติได้ในทุกขณะ

การงานต่างๆ ในชีวิตประจำวันคือการปฏิบัติธรรมเหมือนดั่งท่านอาจารย์พุทธทาสท่านว่า เอ๊ะจะปฏิบัติได้ยังไงเราเคยปฏิบัติด้วยการไม่ทำอะไรเลย,นั่งเฉยๆ แล้วก็หลับตา,เราคิดว่านั่นคือการปฏิบัติ ท่านอาจารย์พุทธทาส บอกว่าการงานในชีวิตประจำวันนี่แหละคือการปฏิบัติ,เราจะรู้ว่าในขณะนั้นเรา ปฏิบัติอยู่รึเปล่า,เราก็สังเกตดูสิว่างานกับเราเป็นหนึ่งเดียวกันไหมถ้ามัน เป็นหนึ่งเดียวกันแสดงว่าใจของเรามันว่าง เมื่อจิตใจว่างจากความคิดจะมีธรรมชาติรู้พร้อม ทำให้เรากับสรรพสิ่งเป็นหนึ่งเดียวกัน แต่ถ้าใจเราไม่ว่าง, เราไม่ได้เห็นจิตใจของเรา,มันจะมีการแบ่งแยกตามความเคยชินที่เราสะสมมา,มี สิ่งที่ถูกรู้,มีผู้รู้ มีตัวเรา หรืออัตตาตัวตนเป็นศูนย์กลางของการดำเนินชีวิตอย่างแบ่งแยกจากสิ่งต่างๆ ที่เรารับรู้,ไม่ว่าทางตา, ทางหู,ทางจมูก, ทางลิ้น, ทางกาย, แม้ความรู้สึกนึกคิดมันก็แยกกับความรู้สึกว่ามีตัวเรา


ความรู้สึกว่ามีตัวเรานี่แหละคือปัญหาต่างๆ ของชีวิต ของชาวโลก,หากเราไม่ได้หันเข้ามาสังเกตจิตใจอาตมาว่าการปฏิบัติล้มเหลว ล้มเหลวจริงๆ ด้วย,เพราะเราไม่สามารถทำให้ขบวนการความคิดมันหยุดไปโดยธรรมชาติของมันได้ หากเราบังคับให้มันหยุด,มีแต่ทำให้จิตของเราขาดความสมดุลย์ หรือจิตของเราจะเสียมากขึ้น ถ้ามันติดอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งที่เรากำหนดอยู่บ่อยๆ ยากที่จะปล่อยวาง, ยากที่จะละ, เพราะมันเกิดความเคยชินเสียแล้ว ฉะนั้นเรามาสร้างความเคยชินชนิดใหม่ เรามาฝึกความเคยชินชนิดใหม่ดีกว่า คือเคยชินในการเห็นเฉยๆ ,ได้ยินเฉยๆ, ที่เรียกว่าเห็นสักแต่ว่าเห็น, ได้ยินสักแต่ว่าได้ยิน, ฝึกความเคยชินในการรับรู้โดยไม่ตัดสิน, รับรู้เฉยๆ เราต้องเคยชินอยู่กับการเห็นจิตใจของเราที่มันว่าง นี่เป็นประเด็นที่สำคัญมาก


สำหรับนักปฏิบัติจะต้องเกิดความเคยชินในการที่จะเห็นจิตใจที่มันว่าง ทุกครั้งที่เราสังเกตใจจะว่างชั่วขณะหนึ่ง เห็นสภาวะนี้ให้มันชัด นิโรธะ ต้องทำให้แจ้ง นี่คือกิจที่เราจะต้องมีต่ออริยสัจข้อที่สาม นิโรธะ จะต้องทำให้แจ้ง คือเห็นมันให้ชัดเลย สภาวะจิตที่มันไม่มีความคิดนี่เห็นมันให้ชัดเลย และก็ตระหนักรู้ต่อไปว่าในภาวะของจิตที่ไม่มีความคิด มันไปพ้นความรู้สึกว่ามีตัวเรา และไม่มีตัวเรา นี่คืออนัตตา นี่คือภาวะจิตที่อยู่เหนือ นี่คือจุดเริ่มต้นของการปฏิบัติ ทำอย่างนี้ให้เกิดความเคยชิน ในการที่จะเห็นมัน รู้มัน และไม่ว่าเราจะมอง จะฟัง ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ มันก็จะเกิดความเคยชินในการที่จะรับรู้เฉยๆ รับรู้อย่างไม่เปรียบเทียบ รับรู้โดยไม่ให้ค่าตัดสิน ลงความเห็น, เห็นสักแต่ว่าเห็น, ได้ยินสักแต่ว่าได้ยิน


เราก็สัมผัสได้กับธรรมชาติที่แท้ หรือความจริงที่มันแสดงออกร่วมกับการเห็นการได้ยิน เมื่อมันมั่นคง จากฐานของสัมมาสมาธิ ความว่างที่เป็นฐานของธรรมชาติรู้ที่ไม่มีขอบเขตจำกัด มันจะแผ่ขยายครอบคลุมโอบอุ้มทุกสิ่งไว้ ไม่ว่าเราจะเห็น จะได้ยิน ความว่างมันก็อยู่ที่นั่น ความว่างมันแสดงออก ควบคู่กับวิญญาณต่างๆ คือโสตวิญญาณ ฆานะวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ


ธรรมชาติที่แท้ซึ่งมีอยู่ตลอดเวลานี่เป็นอมตะมันจะแสดงออกร่วมกับกิจการงาน ต่างๆ ในชีวิตประจำวันของเรา แต่ก่อนมันไม่สามารถแสดงออกได้ เพราะอวิชชา ตัณหา อุปาทาน เพราะขบวนการความคิดมันบัง ต่อเมื่อขบวนการความคิดมันน้อยลงไปๆ เราก็จะเห็นสิ่งนี้มันแสดงออก ต่อไปแม้เราจะคิด จะพูด จะทำการงานเราต้องใช้ความคิด เราต้องพูด เราต้องทำกิจการงานในชีวิตประจำวันไปจนตาย เมื่อเราก็จะเห็นความว่างนี้ด้วย นี่เป็นความมหัศจรรย์จากการปฏิบัติ ที่เริ่มต้นด้วย “ทางสายกลาง” ขบวนความคิดหยุดไป เกิดความเคยชินในการที่จะเห็นความว่างเป็นฐานอยู่เสมอ


ต่อไปเราจะเห็นวิถีธรรมของการกระทำต่างๆ ไม่ว่าจะคิด จะพูดที่มีการเปลี่ยนแปลง,มันมีฐานของมันคือความว่าง, ความว่างแสดงออกควบคู่กับการเปลี่ยนแปลง, ความไม่เปลี่ยนแปลงแสดงออกควบคู่กับความเปลี่ยนแปลง, ถ้าเราจะพูดโดยภาษาของพระพุทธศาสนานี่ก็คือวิปัสสนาญาณ, คือการรู้แจ้งเห็นจริง สิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริง, นั่นก็คือสังขตธรรม ที่เกิดขึ้นจากเหตุจากปัจจัยมันเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา, กับสิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงเลย, ไม่มีจุดเริ่มต้น ไม่มีจุดสิ้นสุดเป็นอมตะ


แต่ไม่ได้หมายความว่ามันเป็นสองสิ่ง ภาษาเหมือนกับมีสองสิ่ง แต่จริงๆแล้วมันเป็นสิ่งเดียวกัน นี่เราก็เข้าใจไม่ได้ด้วยภาษาเขาจึงเปรียบเทียบเหมือนกับคลื่นกับน้ำ มันเป็นสองสิ่งรึเปล่า คลื่นแยกออกไป น้ำแยกออกไปรึเปล่า คลื่นก็คือน้ำ น้ำก็คือคลื่น ถ้าไม่มีน้ำ คลื่นก็มีไม่ได้ ถ้าไม่มีความว่างหรือไม่มีธรรมชาติที่แท้, ปรากฏการณ์ต่างๆ แม้กระทั่งตัวเราก็มีไม่ได้


เมื่อเราปฏิบัติแล้วจนเกิดสัมมาสมาธิ เราจะตระหนักถึงสิ่งนี้ ที่พูดอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องไปพบในชาติหน้าหรือชาติไหน ในอัตตภาพนี้แหละ ถ้าเราทุ่มเทให้กับการปฏิบัติอย่างจริงใจ และจริงจัง ไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง นอนทำกิจการงานสิ่งใดอยู่ ใส่ใจอยู่กับจิตใจของเรา ใส่ใจอยู่กับขบวนการของความคิด แล้วปรีชาญาณมันก็จะเกิด เมื่อปรีชาญาณเกิด เราก็จะเข้าใจ เราจะสัมผัสได้กับความจริงของชีวิต สัมผัสได้กับความจริงของโลก ความจริงของจักรวาล โดยที่เราไม่ต้องไปรู้จากตำหรับ ตำรา จากคำอธิบายของผู้ใดเลย


ปรีชาญาณจะทำให้เรารู้,เข้าใจโลก เข้าใจชีวิต เข้าใจจักรวาล และก็รู้ด้วยว่าเราควรจะทำอย่างไร มันควรจะเป็นอย่างไร จึงจะเป็นประโยชน์ต่อตนเอง และผู้อื่น เมื่อเราสามารถเข้าถึงความจริงที่แท้แสดงออกในชีวิตประจำวัน ความรัก ความเมตตา ความเอื้ออาทร ต่อสรรพสิ่ง ต่อสรรพสัตว์ ก็จะเกิดขึ้นในจิตใจของเรา,นี่คือศาสนาเข้าไปเกี่ยวข้องกับสังคม, ศาสนาไม่ได้แยกต่างหากจากสังคม คนที่ปฏิบัติศาสนาไม่ใช่คนเห็นแก่ตัว ศาสนาเป็นพื้นฐานของสังคม ที่จะไปช่วยสังคมให้เกิดความรัก ความเมตตา ความเอื้ออาทร ความเกื้อกูลต่อกัน หากทุกคนที่นับถือศาสนาต่างๆ เข้าถึงหัวใจของศาสนาของตน นั่นคือศาสนาคริสต์เข้าถึงพระเจ้าของตน ศาสนาอิสลามเข้าถึงพระอัลเลาะห์ของตน ศาสนาพราหมเข้าถึงพระพรหมของตน ศาสนาพุทธเข้าถึงพุทธะภาวะเข้าถึงพระพุทธเจ้าของตน
อาตมาเชื่อแน่ว่าชนในชาติที่ต่างศาสนาจะเป็น UNITY จะเป็นหนึ่งเดียวกัน ความเป็นหนึ่งเดียวกันจะทำให้เราสามารถแก้ปัญหาของสังคมของชาติได้ ทำให้เราแก้ปัญหาความยุ่งยากต่างๆ ของชนในชาติได้,ศาสนาจึงเป็นพื้นฐาน หรือเป็นหัวใจของการดำเนินชีวิต เป็นหัวใจของสังคม การปฏิบัติในแนวทางของ”ทางสายกลาง” เท่านั้นที่จะนำเราไปสู่การลดละปล่อยวางความยึดถือต่างๆ หรือความสำคัญผิดต่างๆ ที่เกิดจากอวิชชา ตัณหา อุปาทาน ที่เราได้สะสมมา


ทำให้เกิดการปล่อยวาง สร้างสัมมาสมาธิ สร้างจิตที่มั่นคงอยู่ในความบริสุทธิ์ อยู่บนศีล อยู่บนความเป็นปกติของจิต หรือความเป็นธรรมชาติ และปรีชาญาณ หรือปัญญาญาณที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติที่แท้ ของแต่ละบุคคลก็จะเผยตัวของมันออกมา ทำหน้าที่ให้เราได้ดำเนินชีวิตอย่างไม่มีทุกข์ หรือมีทุกข์น้อยลง สิ่งต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นความสุข ความทุกข์ ในขณะการปฏิบัติ หรือในขณะการฝึกฝนเราจะเห็นว่ามันมีคุณค่า เป็นบทเรียนที่เราจะต้องเรียนรู้และก็ผ่านมันไป สรรพสิ่งเกิดขึ้นจากเหตุจากปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นความทุกข์ หรือความสุขก็ดี เราจะต้องทำความเข้าใจมัน เราจะต้องเรียนรู้มัน,แล้วเกิดความเข้าใจ,เมื่อเราเข้าใจแล้ว,ความยึดถือ ต่างๆ ก็จะไม่เกิดขึ้นอีก หรือแม้จะเกิดก็เกิดขึ้นน้อย


การเรียนรู้เท่านั้นที่จะทำให้เราเกิดความเข้าใจ แล้วเกิดการลดละปล่อยวางความยึดติดทั้งปวง สิกขาในพุทธศาสนาเท่านั้นที่จะทำให้เกิดปรีชาญาณ เกิดปัญญาญาณเข้าใจสิ่งต่างๆ ของโลก ของชีวิต ของจักรวาลได้,เนื่องจากกิเลส ตัณหา ต่างๆ รวมทั้งกามคุณด้วย มันเกิดจากความคิด หรือความดำริที่ประกอบไปด้วยอวิชชา ตัณหา อุปาทาน พระพุทธเจ้าจึงสอนให้เราเห็นธรรมชาติที่แท้จริงของความคิด และก็ตัดกระแสของความคิดนั้นเสียด้วยสติ ด้วยปัญญาซึ่งเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง ดังนั้นการภาวนาหรือการปฏิบัติจึงเป็นหัวใจของการศึกษาในพุทธศาสนา การศึกษาในพุทธศาสนาจึงเน้นไปที่การปฏิบัติมากกว่าการร่ำเรียนเพื่อที่จะ สะสมความรู้ต่างๆ ,ซึ่งบางทีก็ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงธรรมะ ต่อการเข้าถึงสัจจะ


การปฏิบัติจึงมุ่งที่การบรรลุธรรม หรือได้ดวงตาเห็นธรรม ซึ่งมีวิธีการมากมายในพุทธศาสนาในขั้นอุบาย ในขั้นของจิตสามัญสำนึก มีอุบายมากมายที่จะทำให้ไปพ้นจิตสามัญสำนึก บางทีอาจารย์เขาใช้ภาษาที่ผกผันที่ยอกย้อนปลดเปลื้องให้ออกจากความหลงผิด, ให้ตื่นขึ้นต่อสัจจะ ให้ตื่นขึ้นต่อการรับรู้ความจริง, หลุดออจากความเชื่อ, ความยึดถือในเรื่องราวต่างๆ ดังนั้นการปฏิบัติจึงเป็นเรื่องของการบำเพ็ญเพียรทางจิตเท่านั้น ซึ่งหากใครจับประเด็นของการบำเพ็ญเพียรไม่ถูกก็จะพลาดจากสาระทำให้เสียเวลา


ผู้ที่พบ”ทางสายกลาง” ก็คือผู้ที่ได้ดวงตาเห็นธรรม หรือพบวิถีของการปฏิบัติธรรม,พุทธศาสนาก็คือชีวิต คำสอนต่างๆ ที่พระองค์ทรงชี้แนะก็คือสอนให้เรารู้จักชีวิตที่แท้จริง เป็นวิถีของการดำเนินชีวิตที่แท้จริง การเข้าใจพุทธศาสนาก็คือการเข้าใจชีวิตของเรานั่นเอง ปรัชญาที่ครู อาจารย์พูดกันมากก็คือ “เมื่อหิวก็กิน เมื่อง่วงก็นอน” นี่ถ้าใครฟังด้วยจิตสามัญสำนึกโดยปราศจากปรีชาญาณเป็นพื้นฐานของจิตใจแล้ว เราจะเข้าใจไม่ได้เลย ซึ่งน่าสนใจมาก ดูเป็นของง่ายๆ แต่ว่าทำได้ยากมาก,ทั้งๆ ที่รู้ว่ามันคงจะเป็นเช่นนั้น พุทธศาสนาจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ พระพุทธองค์มุ่งหมายให้เราเข้าใจชีวิตในทัศนะที่ถูกต้อง และใช้ชีวิตที่เรียบง่ายธรรมดาๆ หรือดำเนินชีวิตด้วยเศรษฐกิจพอเพียงดังที่ในหลวงทรงแนะนำประชาชนของพระองค์


ดังนั้นหากเราสนใจอยากรู้ชีวิตคืออะไร เป้าหมายของชีวิตคืออะไร เราต้องใส่ใจใคร่รู้อย่างต่อเนื่องอย่างแท้จริง,แล้วในที่สุดเราก็เห็นโทษ ของความแปรปรวนของสรรพสิ่ง ความไม่เที่ยงจีรัง ยั่งยืนของสรรพสิ่ง,แล้วการแสวงหาก็จะเริ่มต้นขึ้น อีกสิ่งหนึ่งก็คือแรงจูงใจ,ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการศึกษาหากขาดการตระหนักรู้ ในคุณค่าของการเป็นมนุษย์ที่แท้,หรือเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ แล้ว,แรงจูงใจก็ไม่อาจจะเกิดขึ้น ความศรัทธาในการตรัสรู้ของพระพุทธองค์ก็ไม่มี, เนื่องจากเราจะต้องมีความใส่ใจต่อการปฏบัติเมื่อเราจับประเด็น ได้อย่างตรงจุด, ตรงเป้าหมายของชีวิต, จุดหมาย หรือเป้าหมายก็อยู่เพียงแค่เอื้อมเท่านั้นเอง

เหมือนดั่งที่พระอานนท์ได้ถามพระสารีบุตรว่า : ธัมมานุธรรมะปฏิบัตินี่ต้องทำนานไหม

พระสารีบุตร ตอบว่า : ไม่นานเลย แต่พวกเราปฏิบัติมา 5 ปี 10 ปี ยังไม่ไปไหนเลย แต่ท่านบอกไม่นานเลย น่าคิดไหม
เราพบว่าพุทธศาสนาก็คือวิถีของการดำเนินชีวิตที่ถูกต้องของเรานั่นเอง ดำเนินชีวิตที่ร่วมประสานกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับสรรพสิ่งอย่างเป็นเอกภาพ อย่างเป็นอิสระภาพ และเราก็พบชีวิตบูรณาการด้วยปัญญาญาณของเราเอง แน่นอนในระยะแรกๆ ของการศึกษาพุทธศาสนาอาจจะไม่ทำให้ปัญหาทุกอย่างมันสิ้นสุดลงอย่างรวดเร็ว แต่ปัญญาญาณจากการฝึกฝนของเราก็จะช่วยให้เราค่อยๆ เข้าใจชีวิตมากขึ้น, เข้าใจชีวิตในมุมกว้างรวมทั้งสังคม และส่วนบุคคลได้ลึกซึ้งขึ้น


ก็จะทำให้ปัญหาส่วนบุคคล ปัญหาของตัวเราค่อยๆ ลดลง หรือค่อยๆ สิ้นสุดลง เมื่อเรายังมีความเห็นว่าสิ่งต่างๆ ที่เรารับรู้ไม่ว่าจะทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ยังเป็นของคู่อยู่ก็ให้เราตระหนักว่าจิตของเรายังไม่หลุดพ้นไปจากใยเหนียว ของอุปาทาน,ความยึดถือทำให้เกิดเงื่อนไขต่อจิตใจ,เราสามารถปฏิบัติได้ในทุกๆ โอกาส ในทุกๆ แห่ง ในทุกๆ กิจการงาน,หากเราเข้าใจประเด็นของการปฏิบัติรับรู้สิ่งต่างๆอย่างปราศจาก ปัญญาระดับเหตุผล ปราศจากการให้ค่าตัดสินลงความเห็น, เมื่อนั้นเราย่อมไปพ้นเงื่อนไข และจะเห็นสรรพสิ่งว่าง,เห็นสิ่งต่างๆ ตามที่มันเป็นจริง หรือมันเป็นของมันเช่นนั้นเอง การปฏิบัติเป็นการประจักษ์แจ้งความจริง การที่เราจะเข้าใจ หรือเห็นมันได้ ก็ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติของเรา อยู่บนทางสายกลางรึเปล่า


พระพุทธองค์จึงเน้นเรื่องการปฏิบัติ และค้นหาทางให้พบ การประจักษ์แจ้งความจริงเป็นภาวะที่มีความกลมกลืน มีความสมบูรณ์ระหว่างเรากับสรรพสิ่ง ระหว่างเรากับสิ่งที่เรารับรู้มีความประสานกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกัน เป็นภาวะที่เราตระหนักรู้ หรือหยั่งรู้สภาพความเป็นจริงอย่างสมบูรณ์ ไม่ใช่ภาวะที่เราตัดขาดออกจากโลก ไม่ใช่ภาวะที่เราแยกออกมาจากสิ่งต่างๆ ,เป็นสิ่งที่สำคัญมาก, สำหรับการปฏิบัติ,หากขาดสิ่งนี้ หรือไม่เข้าใจในสิ่งนี้ หรือรับรู้ไม่ได้ในสิ่งนี้ การปฏิบัติก็ล้มเหลว เป็นการเรียนรู้สภาพความเป็นจริงของสรรพสิ่งอย่างปราศจากการบิดเบือน,นั่นก็ คือไม่มีของคู่, ของคู่อันเกิดจากการลงความเห็น,เป็นการเห็นตรงๆ, สักว่าเห็น, สักว่าได้ยิน, สักว่ารับรู้


หากเราสามารถจับประเด็นนี้ได้และก็ฝึกฝนจากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปีรับรู้โดยไม่ให้ค่าตัดสินลงความเห็นต่อทุกประสาทสัมผัส รับรู้โดยไม่เปรียบเทียบจนกว่ามันจะเกิดความเคยชิน เมื่อเกิดความเคยชินเราก็จะใช้ในชีวิตประจำวันของเราได้ หรือมีอาจารย์บางองค์พูดว่าปฏิบัติจนเราเห็นภูเขาเป็นภูเขา เห็นแม่น้ำเป็นแม่น้ำ ตอนเริ่มปฏิบัติเราจะเห็นภูเขาไม่ใช่ภูเขา เห็นแม่น้ำไม่ใช่แม่น้ำ แต่เมื่อเรารู้แจ้งอย่างสมบูรณ์แล้ว แม่น้ำก็กลับเป็นแม่น้ำ ภูเขาก็กลับเป็นภูเขา ที่พูดอย่างนี้เราต้องประจักษ์แจ้งความจริงด้วยปรีชาญาณ,จากการปฏิบัติของ เรา ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าจุดเริ่มต้นเราพบ”ทาง” แล้วหรือยัง เราไปพ้นความรู้สึกว่ามีตัวเราเป็นศูนย์กลางแล้วหรือยัง, เราไปพ้นชื่อ พ้นบัญญัติต่างๆหรือยัง, เหมือนอย่างเขาบอกว่าภูเขาไม่ใช่ภูเขา แต่ก่อนเราเห็นภูเขาเราก็เรียกภูเขา คำว่าภูเขาเป็นชื่อที่สมมุติที่เราใช้อยู่ในชีวิตประจำวันของเรา


จุดเริ่มต้นของการปฏิบัติก็คือไปพ้นชื่อ, เมื่อเราไปพ้นชื่อ, เห็นสิ่งต่างๆเฉยๆ ชื่อไม่มีนี่คือความหมายภูเขาไม่ใช่ภูเขา เราต้องไปพ้นชื่อพ้นบัญญัติที่ไปตั้งให้มัน ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย มากมาย,เรียกว่าสรรพสิ่งเกิดขึ้นจากความคิด ถ้าเรายังไปไม่พ้นบัญญัติหรือชื่อนั่นก็คือเรายังดำเนินชีวิตอยู่ในมิติของ จิตสามัญสำนึก มีสิ่งที่ถูก,รู้ มีผู้รู้ สิ่งถูกรู้ก็คือสัญญาความจำชื่อต่างๆ แม่น้ำ ภูเขา,ขบวนความคิดสร้างความรู้สึกว่ามีตัวเราเป็นผู้เห็น,ผู้ได้ยินทางหูก็ มีการรับรู้อย่างแบ่งแยก


ตราบใดที่เรายังรับรู้อย่างแบ่งแยกนั่นก็คือเรายังไปไม่พ้นชื่อ ไปไม่พ้นบัญญัติก็ยังอยู่ในมิติที่มีตัวเราเป็นศูนย์กลาง ในมิติที่ไม่มีปัญญาที่จะเห็นสิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริงได้ ปัญญาในระดับเหตุผลนี้มันจะเห็นสิ่งต่างๆ เป็นของคู่, เป็นทวิภาวะ,สูง-ต่ำ,ดำ-ขาว ฯลฯ นี่คือปัญญาในระดับเหตุผลที่เกิดจากความคิดเกิดการเปรียบเทียบ เกิดจากการที่เราไปให้ค่าตัดสิน แล้วสรุปรวบยอด ลงความเห็น นี่คือปัญญาในมิติของจิตสามัญสำนึกที่รับรู้อย่างแบ่งแยกมีรูป- มีนาม, มีสิ่งถูกรู้,มีผู้รู้,มีตัวเราเป็นศูนย์กลาง,ปัญญาได้แค่ระดับเหตุผล, ระดับของคู่เท่านั้นเอง


จุดเริ่มต้นเราจะต้องไปพ้นชื่อพ้นบัญญัติ นั่นคือเห็นแม่น้ำเห็นภูเขา ไม่ใช่แม่น้ำ ไม่ใช่ภูเขา นั่นคือเห็นเฉยๆ ได้ยินเฉยๆ เห็นสักแต่ว่าเห็นได้ยินสักแต่ว่าได้ยิน รับรู้สักแต่ว่ารับรู้เมื่อเราไปพ้นการรับรู้อย่างแบ่งแยก ไม่มีสิ่งที่ถูกรู้ไม่มีผู้รู้ เราจะมีความรู้สึกว่าเรากับสรรพสิ่งที่เรารับรู้ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย รวมทั้งความรู้สึกนึกคิดในจิตใจเรานี่เป็นหนึ่งเดียวกัน


ไม่มีสิ่งที่ถูกรู้- ไม่มีผู้รู้, ไม่แบ่งแยก, เราจะตระหนักรู้ถึงความไม่แบ่งแยก, หรือความเป็นหนึ่ง “เอกังภาวะ” รับรู้ในความเป็นหนึ่ง สภาวะตรงนี้ก็คือ”ทางสายกลาง”ซึ่งไปพ้นของคู่ ทางสายกลาง คือภาวะจิตที่อยู่เหนือโลก นั่นก็คือโลกุตระจิต เหนือกาลเวลา ไม่มีอดีต ไม่มีปัจจุบัน ไม่มีอนาคต ไม่มีของคู่ ไม่มีตัวเรา ของเรา นี่คือทางสายกลาง, ซึ่งเราจะเข้าถึงได้,เราต้องหันเข้ามามองจิตใจของเรา หันเข้ามาสังเกตขบวนของความคิด แล้วขบวนความคิดมันจะหยุดลงด้วยตัวของมันเอง


สภาวะที่ขบวนของความคิดมันหยุดไปมันเป็นการทำลาย หรือมันเป็นการยกระดับจิตสามัญสำนึกไปสู่จิตเหนือสำนึก นั่นก็คือไปพ้นความรู้สึกว่ามีตัวเรา ไปพ้นความรู้สึกว่าสิ่งต่างๆ เป็นของเรา ไปพ้นกาลเวลา ไปพ้นของคู่ ที่พระพุทธองค์ทรงอุปมา อุปไมย การปฏิบัติเหมือนโคแม่ลูกอ่อนเล็มหญ้าแล้วชำเลืองดูลูกน้อยไปด้วยนั่นก็คือ สิ่งที่อาตมาบอกว่าให้สังเกตจิตใจของเราในขณะที่ทำกิจการงานต่างๆ ในชีวิตประจำวัน หรือในอริยาบถต่างๆ ไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง นอน เมื่อเราได้หันเข้ามามองภายใน หรือมองจิตใจ,มองขบวนความคิดของเราแล้วละก้อ, เราจะพบว่าขบวนความคิดมันหยุดไป, ใหม่ๆ ก็ชั่วขณะหนึ่ง, เราต้องสังเกตให้ชัดสภาวะจิตที่ไม่มีความคิด นี่มันเป็นอย่างไร, เราต้องสัมผัสด้วยปัญญาญาณของเรา


ในขณะที่ไม่มีความคิดหรือจิตไม่ได้ปรุงแต่ง,ไม่ได้คิดอะไรเลย,แล้วเรารับรู้ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย มันรับรู้อย่างไร, เราสังเกตดูสิ มันมีสิ่งถูกรู้มีผู้รู้ไหม,เราก็จะเห็นความแตกต่างของ สภาวะจิตที่ไม่มีสิ่งที่ถูกรู้- ไม่มีผู้รู้,เป็นอย่างไร สภาวะที่ไม่มีอดีต, ไม่มีปัจจุบัน, ไม่มีอนาคต, ไม่มีของคู่เป็นอย่างไร นี่คือจุดเริ่มต้นของการปฏิบัติ เราสามารถปฏิบัติได้ในทุกอริยาบถ ถ้าเราพบว่าทุกครั้งที่เราสังเกตแล้วความคิดมันหายไป นั่นก็คือเราจับประเด็นการปฏิบัติได่แล้ว


ที่พระพุทธองค์ทรงตอบเทวดาว่า พระพุทธองค์ปฏิบัติในทุกอริยาบถไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง นอนอย่างไม่พัก-ไม่เพียร, ถ้าพักก็จม, ถ้าเพียรก็ลอย, ไม่จม-ไม่ลอย เราก็จะเข้าใจพระสูตรนี้ พัก-เพียร, จม-ลอย เป็นของคู่,ในขณะที่เรายืน เดิน นั่ง นอน แล้วสังเกตจิตใจเห็นจิตว่างจากความคิด สภาวะตรงนั้นแหละไม่มีของคู่,นี่คือแนวทางการปฏิบัติในระยะเริ่มต้น,ต่อไปก็ จะเกิดความเคยชิน,เข้าถึงความเป็นเอง ไม่ต้องสังเกตมันก็เห็นความสงบนิ่งของจิตใจบ่อยขึ้นๆเรื่อยๆ


เมื่อเกิดความเคยชินแล้วไม่ว่าจะทำอะไรต่ออะไรอยู่ ในอริยาบถใดก็ตาม ยืน เดิน นั่ง นอน ทำอะไรอยู่ในชีวิตประจำวัน เราก็จะเห็นความว่าง ความสงบนิ่งของจิตใจไปด้วย ความว่างตรงนี้คือสัจจะที่สูงสุด, สัจจะขั้นอัลติมะหรืออมตะธรรม,นี่คือสูญญตา, ถ้าเราเข้าถึงสูญญตา เป็นหนึ่งเดียวกับสูญญตา ตัวเราไม่มี, ของคู่ไม่มี สภาวะตรงนี้มีปรีชาญาณ หรือปัญญาชนิดหนึ่งที่เป็นธรรมชาติรู้ อย่างไม่มีขอบเขตจำกัด มันจะแสดงออกต่อเมื่อจิตของเราตั้งมั่นแล้ว เป็นสัมมาสมาธิแล้ว


ปรีชาญาณจะแผ่ขยายธรรมชาติรู้ของมันออกมารับรู้สิ่งต่างๆ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย พร้อมอย่างไม่มีขอบเขตจำกัด เราจะสัมผัสกับสิ่งนี้ได้เราจะต้องทุ่มเทการปฏิบัติให้มันต่อเนื่อง, ด้วยฐานของการปฏิบัติที่ไม่มีตัวเรา, เราต้องหาวิถีของการรับรู้อย่างไม่มีตัวเราเป็นฐานของการปฏิบัติ นักปฏิบัติทุกคนจะต้องหาวิถีตรงนี้ ถึงมันผิดก็เป็นครูเรา มันจะปรับฐานของตัวมันเองจนเราสามารถที่จะค้นพบความพอดีของการรับรู้อย่าง ไม่มีตัวเรา จากขณะหนึ่งไปสู่ขณะหนึ่งได้เอง


สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คืออย่าพึ่งไปเบื่อ อย่าพึ่งไปท้อแท้ การเบื่อ การท้อแท้ทำให้ขาดแรงจูงใจ ทำให้ขาดความเพียร ทำให้ขาดฉันทะ มันแสดงถึงการปฏิบัติของเราที่ปฏิบัติผิด มันท้อแท้ มันเบื่อเพราะมันไม่สมหวัง เพราะมันไม่ได้อย่างที่เราตั้งใจ นี่เราทำด้วยความหวัง ปฏิบัติอย่างมีความหวัง หรือคาดหวังไว้ว่าเราจะได้, จะเป็น, จะมี, ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญมากของการปฏิบัติ เราจะต้องปฏิบัติที่อยู่บนฐานของความรู้สึกที่ไม่มีตัวเรา เมื่อไม่มีตัวเรา แล้วมันจะมีความคาดหวังได้ยังไง เราก็ต้องหาวิถีของการรับรู้ด้วยความรู้สึกที่ไม่มีตัวเรา ในความรู้สึกที่ไม่มีของคู่ ในความรู้สึกที่ไปพ้นกาลเวลา จากขณะหนึ่งไปสู่ขณะหนึ่ง,นี่ก็ต้องใช้เวลา

ที่อาตมาบอกว่าการปฏิบัติต้องทุ่มเท ทั้งแรงกาย แรงใจ และใส่ใจตลอดชีวิต ไม่ใช่วันสองวัน, เดือนสองเดือน, ปีสองปี, จนเรามีความรู้สึกว่าไม่ใช่การปฏิบัติ มันเป็นตัวชีวิตจริงๆ ของเราเลย เราจะรู้อะไรอีกสิ่งหนึ่งเพิ่มขึ้นมา,แต่ก่อนนี้เราไม่รู้สิ่งนี้, เราไม่เคยเห็นสัจจะขั้นอัลติมะ, เราไม่เคยเห็นความว่าง, ว่างอย่างยิ่งนี่แหละคือ

นิพพาน “นิพพาน๐ ปรม๐ สูญญ๐” นี่คือนิพพาน หรือบรมธรรม อันเป็นเป้าหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนานั่นเอง เป็นอุดมคติสูงสุดของชาวพุทธเรา ถ้าเราสามารถพัฒนาจนเราเห็นสัจจะขั้นอัลติมะได้ หรือความว่างเป็นพื้นฐานของจิตใจ, เป็นพื้นฐานของการดำเนินชีวิต เป็นพื้นฐานของขันธ์ 5, เป็นพื้นฐานของความเปลี่ยนแปลง นั่นแหละคือเป้าหมายสูงสุด,นั่นแหละคือการดำเนินชีวิตที่แท้จริง,หรือการ ดำเนินชีวิตอย่างถูกต้อง


เราเข้าถึงสัมมาสมาธิเนื่องมาจากการสังเกตการเรียนรู้ของเรา การสังเกตหรือดูมัน เฝ้าติดตามมัน,เหมือนดั่งที่ท่านปรมาจารย์ตั๊กม้อ หรือท่านโพธิ์ธรรม ท่านบอกว่า ถ้าอยากเห็นปลาต้องเฝ้ามองน้ำ, ถ้าไม่มองน้ำก็ไม่เห็นปลา อยากจะดำเนินชีวิตด้วยอริยมรรคมีองค์ 8 หรือเป็นพุทธะ เป็นอริยะชน เราก็ต้องเฝ้ามองจิตใจ ในการมองจิตใจนั่นแหละเป็นการปฏิบัติอย่างมีศิลปะ อย่างมีคุณค่าอย่างยิ่ง ซึ่งไม่มีวิธีการของศาสดาองค์ใดที่ได้ชี้แนะไว้เหมือนในหลักการ และวิธีการของพุทธศาสนา


เมื่อเราได้ทุ่มเททั้งกำลังกายกำลังใจ ใส่ใจมันให้ได้ในทุกอริยบถโดยเฉพาะผู้ที่มีอายุมากๆ, มันมีเวลาอีกไม่มากนัก สำหรับการที่เราจะได้สัมผัสกับความจริงแท้ หรือความจริงของโลก ของจักรวาล ของชีวิตก็ตาม เราจะต้องใส่ใจหรือทุ่มเทอย่างจริงๆจังๆ ไม่มีงานใดอีกแล้วที่สำคัญ ไปกว่างานหรือกิจกรรมนี้,เราเคยผ่านชีวิตมามากมาย เคยผ่านการได้, การเสีย, การมี, การเป็น, การสูญเสียอะไรต่างๆ มามากมาย, สิ่งต่างๆ เหล่านั้นมันไม่ใช่สิ่งจีรังยั่งยืนเลย,ไม่ว่าความสุขต่างๆ ที่เราเคยได้รับมา,หรือความทุกข์ก็ตาม, มันไม่ใช่สิ่งที่มีสาระเป็นคุณค่าของความเป็นมนุษย์เลย มีสิ่งนี้แหละที่เป็นสาระยิ่งของชีวิต


เราจะต้องทุ่มเทพัฒนาจิตวิญญาณให้สูงสุด เท่าที่พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงไว้, หรืออริยชนรุ่นก่อนได้พัฒนาเป็นแนวทางไว้ เมื่อเราสามารถจะจับประเด็นของการปฏิบัติได้แล้ว,อาตมาเชื่อแน่ว่าจะต้อง ก้าวหน้า, แต่ค่อยเป็นค่อยไป ในพระไตรปิฏกเขาเปรียบไว้เหมือนการจับด้ามมีด,จับไปบ่อยๆ, จากวันเป็นเดือน, จากเดือนเป็นปี, 5 ปี, 10 ปี,หรือตลอดชีวิตเรา,จะเห็นว่าด้ามมีดมันสึกไปเป็นรอยนิ้วมือเราเลย, เนื่องมาจากเราใช้มันบ่อย, การปฏิบัติก็เหมือนกัน,มันค่อยเป็นค่อยไป เราไม่รู้สึกเลยว่ามันก้าวหน้าไปแค่ไหน,เราจะรู้ก็ต่อเมื่อมีอารมณ์ต่างๆ มากระทบแล้วจิตของเรามั่นคงขึ้น, ไม่หวั่นไหวเลย หรือหวั่นไหวก็น้อย, หรือขณะหวั่นไหวเราเห็นมัน


นี่คือความก้าวหน้าของการปฏิบัติ หรือปฏิเวธ หรือผลของการปฏิบัติ เราไม่ได้มุ่งผล,ความสำคัญอยู่ที่ทุกขณะของการเรียนรู้, ที่เราสัมผัสถึงความจริงแท้แต่ละขณะ ผลก็อยู่ตรงนั้น,ความอิ่มเอิบ เบิกบาน ความร่าเริง ปิติ ในความมหัศจรรย์ของการดำเนินชีวิต ของการยืนอยู่บนโลก ของการรับรู้ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ในความรู้สึกที่กลมกลืนประสานเป็นหนึ่งเดียวกับสรรพสิ่ง,มีความสด, ความใหม่ในทุกขณะ,ความสุขมันอยู่ตรงนี้, ความสุขไม่ได้อยู่อีก 2 ปีข้างหน้า, 10 ข้างหน้า, ความสุขและความปิติ,เบิกบาน, ร่าเริงมันอยู่ทุกขณะที่เราเป็นหนึ่งเดียวกับสรรพสิ่ง


เป็นความมหัศจรรย์ยิ่งอีกด้านหนึ่งของชีวิตเรา ซึ่งน้อยคนที่จะสัมผัสได้ ถ้าเรายังไม่พบทางสายกลางก็ไม่มีทางที่มันจะพัฒนาให้ปรีชาญาณเกิดขึ้นได้ เมื่อปรีชาญาณเกิดขึ้นไม่ได้ ก็ไม่สามารถจะทำลายความยึดถือที่เราสะสมมาที่มันแสดงออกอย่างหยาบทางกาย ทางวาจา อย่างกลางนิวรณ์ 5 ต่างๆ อย่างละเอียด ขั้นอนุสัย,ซึ่งปัญญาระดับเหตุผล ไม่สามารถจะทำลายความยึดถือ, อุปาทานต่างๆ ได้,ปรีชาญาณ หรือปัญญาญาณที่เกิดขึ้นจากจิตเหนือสำนึกเท่านั้น ถึงจะทำลายกิเลส ตัณหา อุปาทานที่เรายึดถือมาได้


เมื่อเรายังไม่พบ”ทาง” ก็คือเรายังไปไม่พ้นมิติที่มีตัวเราเป็นศูนย์กลาง การปฏิบัติไม่ว่าจะกี่ปีก็ตามก็ไม่สามารถเข้าถึงสัจจะได้เพราะเราขาดความ เข้าใจในจุดเริ่มต้นของการปฏิบัติ, ความเข้าใจที่จะปฏิบัติไม่มี, ไม่เข้าใจหลักการ ไม่เข้าใจวิธีการ โดยเฉพาะวิธีการ, ผลมันก็เกิดไม่ได้ ปฏิเวธมันก็เกิดไม่ได้ เมื่อผลเกิดไม่ได้เราก็ไม่สามารถที่จะใช้ในชีวิตประจำวันได้ เราจะเห็นว่าการศึกษาในพุทธศาสนายากเหลือเกินต้องรอไปอีกไม่รู้กี่สิบ กี่แสนชาติ นั่นเป็นโลกของจินตนาการ เป็นโลกของความคิด โลกของความจริงอยู่ที่ขณะนี้ ในอัตตภาพนี้ ถ้าเรามีความเข้าใจถูกต้องเป็นพื้นฐานในเบื้องต้นแล้ว ปฏิบัติตามหลักการ ตามวิธีการของพระพุทธองค์ ที่ทรงแสดงไว้ในพระไตรปิฎกไม่ว่าจะเป็นมัชฌิมาปฏิปทา,หลักของไตรสิกขา, หรืออริยมรรคมีองค์ 8 ก็ตามแล้วเห็นสภาวะนั้นจริงๆ, ปฏิบัติอยู่บนฐานของ”หนทาง”จริงๆ อาตมาเชื่อแน่ว่าต้องบังเกิดผล และสามารถแสดงออกร่วมกับกิจการงานในชีวิตประจำวันของเรา นี่คือเป้าหมายของการบำเพ็ญภาวนา

รังสรรค์แห่งจิต

<!--Main-->รังสรรค์แห่งจิต
“สรรพชีวิตมาพบจบที่นี่ ซึ่งเป็นที่กำเนิดสิ่งต่างๆ เป็นจุดต้นและจุดสุดท้ายคือปลายทาง ทั้งสองอย่างอยู่ร่วมที่เดียวกัน”

การเรียนรู้มิติจิตสามัญสำนึก หรือพฤติกรรมที่เรากำลังแสดงออกด้วยปรีชาญาณ ไม่ใช่ด้วยปัญญาระดับเหตุผล หรือไม่ใช่เรียนรู้เฉพาะความจริงที่เกิดจากเหตุจากปัจจัยหรือปรากฏการณ์ แล้วเราก็แบ่งว่ามันเป็นกาย มันเป็นใจ มันเป็นรูป มันเป็นนาม ด้วยความคิด ด้วยปัญญาระดับเหตุผลว่ามันเที่ยง- มันไม่เที่ยง มันทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ มันเกิด- มันดับ มันจึงไม่มีตัวตน ถ้าเราพิจารณาด้วยปัญญาระดับเหตุผล อาตมามั่นใจว่าเราไม่สามารถจะเข้าใจความจริงได้ และก็ไม่สามารถเข้าถึงสัจจะที่แท้จริงได้


เราไม่สามารถที่จะเข้าถึงความเป็นอนัตตาที่เป็นหลักการสูงสุดของพุทธศาสนา ได้ อนัตตาไม่ใช่ ไม่มีตัวตน อนัตตาคือภาวะจิตที่อยู่เหนือความมี และความไม่มี นี่คือหลักการสูงสุดของพุทธศาสนาที่เรียกว่าอนัตตา

เมื่อเราเข้าถึงอนัตตา เข้าถึงสัจจะแล้วประสาทการรับรู้ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย หรือรับรู้ด้วยวิญญาณต่างๆ มันก็จะเป็นการรับรู้ที่เห็นสิ่งต่างๆ ตามที่มันเป็นจริง เราจะเห็นสิ่งต่างๆ เฉยๆ รับรู้ด้วยวิญญาณเฉยๆ ปราศจากการปรุงแต่ง

ปราศจากการนำสัญญาที่เรียกว่าสัญญาวิปลาสมาเปรียบเทียบ เราก็จะเห็นสิ่งต่างๆ ตามที่มันเป็นหรือตามความเป็นจริง เราก็จะเข้าใจเรื่องเหตุผลด้วยการเรียนรู้มัน หรือด้วยการสิกขามัน

ปรีชาญาณเป็นปัญญาที่จะทำให้เราเกิดความเข้าใจในปัญหาต่างๆ โดยหลักการจึงนำไปสู่การปฏิบัติ หรือนำไปสู่ทางที่จะทำให้เราสามารถลุถึงสัจจะธรรมได้, ด้วยการเรียนรู้,เกิดความเข้าใจขบวนการความคิดและการแสดงออก

หรือตอบสนองต่อความยึดถือต่างๆ, แล้วเราจะพบเงื่อนไขต่างๆ ที่มันกำหนดชีวิตเรา,ทำให้เราดำเนินชีวิตอย่างบิดเบือนความจริง และเข้าใจอิทธิพล, ของอารมณ์ต่างๆ ที่สร้างความรู้สึกว่ามีตัวเรา, สร้างตัวตน, สร้างเราให้เกิดความสำคัญผิดและเห็นว่ามันเป็นภัยนี่น่ากลัวต่อชีวิตของเรา จริงๆ

ด้วยการตระหนักรู้ความจริงนี้, อิสระภาพจากการเรียนรู้ที่แท้จริงจะเกิดขึ้น,การเรียนรู้อย่างถูกต้อง ก็คือการสังเกต, การดู, เฝ้าติดตามมัน,อยู่บนฐานของจิตเหนือสำนึก หรืออยู่บนฐานของ ”ทางสายกลาง” ซึ่งเป็นประเด็นที่สำคัญของการปฏิบัติ,


ถ้าเราขาดการเรียนรู้ที่แท้จริง ขาดการเรียนรู้ที่อยู่บนฐานของปรีชาญาณ, อยู่บนฐานของสัจจะแล้ว,เราก็ไม่มีทางที่จะเข้าใจชีวิต, เราไม่มีทางที่จะเข้าใจโลก, ไม่มีทางที่จะเข้าใจจักรวาล, ในทัศนะที่แท้จริงได้เลย


การศึกษาโดยวิธีการนี้มันไม่ใช่การเรียนรู้เพื่อสะสมความรู้ต่างๆ, แต่เป็นขบวนการศึกษาเพื่อให้เกิดความเข้าใจ, แล้วก็ละวาง ความสำคัญผิดต่างๆ, ทำให้เราเห็นสิ่งต่างๆ ตามที่มันเป็น ด้วยการตระหนักรู้ของปรีชาญาณ,ด้วยการตระหนักรู้ในความเป็นทั้งหมดของชีวิต เราในแต่ละขณะ,ได้ ความเข้าใจไม่ได้เกิดขึ้นด้วยการวิเคราะห์แยกแยะออกเป็นชิ้นเป็นส่วน ความเข้าใจซึ่งจะนำไปสู่ปัญญาญาณจะเกิดขึ้นได้เมื่อจิตของเราสงบเงียบ เมื่อจิตของเราเข้าถึงความว่างอย่างแท้จริง, เมื่อจิตของเราเข้าถึงความประภัสสร แล้วความเป็นมนุษย์ที่แท้ก็จะปรากฏขึ้น


พุทธศาสนามีปรัชญาอยู่ในตัวของมันมากมาย,มีคุณค่าของธรรมชาติรู้อยู่ในตัว ของมันเองมากมาย, มันไม่ใช่ปัญญาในความหมายมากมายทั่วๆไปที่นักศึกษาเข้าใจ,คนที่ศึกษาพุทธ ศาสนาจะต้องเอาจริงเอาจัง,

เป็นคนเอาจริงเอาจัง เป็นคนจริงใจเห็นคุณค่าของการพัฒนาจิตใจ,ว่ามันเป็นสาระที่แท้จริงของชีวิต, นักปฏิบัติจะต้องเห็นคุณค่าของการภาวนา,ไม่ติดอยู่ในภาษาคำพูด หรือคำสอนต่างๆ ,คำสอนต่างๆ ที่เราจดจำมา, แม้เราจะรู้มากมายอย่างไร,เราก็ไม่มีทางที่จะเข้าถึงความจริงได้, เป้าหมายของพุทธศาสนา,ก็คือการปฏิบัติเพื่อละ, เพื่อวาง, เพื่อปล่อยความยึดถือต่างๆ,เพื่อเข้าถึงธรรมชาติที่สูงสุดที่เรียกว่า”บรม ธรรม”


นั่นก็คือสัจจะขั้นอัลติมะอันเป็นเป้าหมายสูงสุดของเรา,ที่มันจะต้องแสดงตัว ออกมาร่วมกับกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวันของเรา,ร่วมกับการคิด ร่วมกับการพูด ร่วมกับการกระทำต่างๆ ทางกาย ทางวาจา ทางใจ, โดยธรรมชาติของความจริงมันมีอยู่แล้ว, มันเป็นธรรมชาติที่สมบูรณ์อยู่แล้ว, แต่เราไม่เห็นมัน,ผู้ที่ไม่เห็นมันก็คือปุถุชน ผู้ที่ได้เห็นมัน,แล้วมันแสดงออกนี่คืออริยะชน

เราจะต้องเข้ากระแสของอริยะชน, เข้ากระแสที่เราจะไปพ้นจากข้าศึก, ไปพ้นจากปัญหาต่างๆ ของมนุษย์เรา, บรมธรรมจึงเป็นอุดมคติของชาวพุทธ อุดมธรรมก็คือธรรมชาติที่สูงสุด, ประการแรกของนักปฏิบัติก็คือค้นหาทางให้มันเจอ, เมื่อค้นพบทางแล้วก็เริ่มเดินทาง อาตมานำทางหรือวิถีทางของการปฏิบัติมาแนะนำด้วยหลักการของไตรสิกขาหรือ มัชฌิมาปฏิปทาเป็นแนวทางการปฏิบัติคือ


พอเรานึกขึ้นมาได้ในอริยาบถใด,ไม่ว่าจะยืน, เดิน, นั่ง, นอน, นึกขึ้นมาได้ตอนไหนก็สังเกตจิตใจของเรา, เมื่อสังเกตแล้วเราก็จะพบว่าใจของเรามันว่างจากความคิดชั่วขณะหนึ่ง, ถ้าเราเห็นได้อย่างนี้ นี่เป็นการเริ่มต้นของการเดินทางแล้ว แต่ถ้ายังไม่เห็น, ยังไม่สามารถสัมผัสได้กับสภาวะจิตที่ประภัสสรที่ว่างจากความคิดก็ยังไม่สา มาารถพบ”ทาง” เราก็ยังไม่สามารถจะเดินทางได้ ไม่สามารถเคลื่อนธรรมจักร หรือเคลื่อนวงล้อของธรรมจักรไปได้
เมื่อเราเห็น”ทาง” ทางก็คือภาวะจิตที่ไปพ้นของคู่ เราก็จะเริ่มเดินทาง ก่อนอื่นเราจะต้องเข้าใจปัญหาของเราก่อน ปัญหาของสังคมว่าการดำเนินชีวิตอย่างนี้มันมีปัญหา, ถึงแม้จะมีความสุขก็ชั่วขณะ ความยินดี, พอใจชั่วขณะ แต่เรามีปัญหามีความทุกข์มากกว่ามีความสุข,การดำเนินชีวิตอย่างนี้มีปัญหา เราแสวงหาทางออกได้เราก็เริ่มเดินทาง,อย่างต่อเนื่องนั่นก็คือการปฏิบัติ ภาวนาคือ การบำเพ็ญเพียรทางจิตทำให้มันต่อเนื่องไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง นอน,ใส่ใจมัน, เรียนรู้มัน, เข้าใจมัน, การปฏิบัติของเราก็จะก้าวหน้า, มันจะก้าวหน้าหรือมันจะไม่ก้าวหน้า ไม่สามารถให้คนอื่นมาทำนายได้ว่าเราได้ญาณโน้นญาณนี้


แต่ตัวเรานี่แหละจะรู้ตัวเอง เราอยู่เหนืออารมณ์ได้บ้างหรือยัง เราตกเป็นทาสของอารมณ์ใดบ้าง อารมณ์ที่มากระทบทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกายโดยเฉพาะทางหู กับทางตาสำคัญมากเราชนะมันได้บ้างไหม,เราปฏิบัติมาแล้ว,เราอยู่เหนืออารมณ์ ต่างๆ ได้บ้างไหม หรือเราตกเป็นทาสของมัน,จิตใจของเรายังหวั่นไหว,แล้วรู้มันนี่ก็ถือว่าการ ปฏิบัติของเราก้าวหน้าแล้วแต่ก่อนเราไม่รู้เลย, ตีเขาไปแล้ว, ว่าเขาไปแล้ว ทะเลาะกันยังไม่รู้ตัว,แต่ถ้าเมื่อจิตใจของเราเกิดความขุ่นมัวเกิดความ รู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาครั้งใดแล้วเรารู้มัน, เห็นมัน, ดูมันด้วยความเข้าใจในภาวะที่มันกำลังเป็นอยู่, นี่คือการปฏิบัติ ไม่ต้องไปให้ค่าตัดสินลงความเห็น,ว่ามันถูก-ว่ามันผิด,มันดี-มันไม่ดี, กุศล-อกุศล ไม่ต้องไปลงความเห็น, ไม่ต้องไปมีความคิดซ้อนกับภาวะที่มันเป็นอยู่,เพียงสังเกตมันเฉยๆ, ดูมันเฉยๆ, เรียนรู้มัน,นี่คือการศึกษา(สิกขา)ในพุทธศาสนา


เมื่อเราเข้าใจประเด็น, จับประเด็นนี้ได้,การปฏิบัติของเราก็ก้าวหน้า,สิ่งที่เราทำให้เราก้าวหน้า คือจิตใจของเรามันเย็นขึ้น, กระทบอารมณ์แล้วความหวั่นไหวมีน้อยลง, พอใจ-ไม่พอใจน้อยลง, นี่คือแนวทางการปฏิบัติที่เราเริ่มต้น

ด้วย”ทางสายกลาง” แล้วเราก็จะมีประสบการณ์,

ประสบการณ์ที่เรารับรู้อารมณ์ต่างๆ พอใจ-ไม่พอใจ,มันยังมีอยู่หรือไม่มีอยู่, เข้าถึงจิตที่มันสงบเงียบ เข้าถึงจิตที่มันว่างจากของคู่ต่างๆ, เกิดความปิติ เกิดความเบิกบาน ร่าเริง เห็นความสดใหม่ของชีวิตในแต่ละขณะ

ประสบการณ์ตรงนี้คือสิ่งที่เราจะต้องเรียนรู้มัน, เข้าใจมัน, มันเป็นประสบการณ์จริงๆ ของชีวิตเรา,มันเป็นตัวชีวิตจริงๆ ของเรา, แล้วเราจะมีความรู้สึกว่าการปฏิบัติในทัศนะนี้หรือแนวทางนี้มันไม่ใช่การ ปฏิบัติแต่มันเป็นวิถีธรรมชาติของชีวิตเราจริงๆ ที่เราจะต้องรู้อีกสิ่งหนึ่งเพิ่มเข้ามา,รู้สิ่งที่มันมีอยู่แล้ว,นั่นก็คือ สัจจะขั้นอัลติมะ, ปัญหาของมนุษย์ก็คือไม่มีปัญญาญาณ หรือไม่มีปรีชาญาณที่จะเห็นสิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริง, ปรีชาญาณมันเกิดเมื่อเราสามารถพบ”ทางสายกลาง”แล้ว


“ทางสายกลาง”มันคือภาวะที่อยู่เหนือโลก เป็นภาวะที่เราเข้าถึงสัจจะ หรือเข้าถึงความจริง ที่แท้ที่สูงสุดแล้วเราเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติที่แท้, หรือเป็นหนึ่งเดียวกับสัจจะสูงสุดนี้ นั่นก็คืออสังขตธรรม ปรีชาญาณหรือปัญญาญาณมันเกิดเมื่อจิตใจที่เข้าถึงสัจจะสูงสุดนี่แหละ,


ปรีชาญาณไม่ได้เกิดจากความคิด, ไม่ได้เกิดจากการใคร่ครวญ, ไม่ได้เกิดจากการพิจารณาด้วยขบวนการของความคิด, แต่ปรีชาญาณมันเกิดจากจิตใจที่ว่าง, จิตใจที่สงบ, จิตใจที่ประภัสสรเป็นหนึ่งเดียว เป็นเนื้อหาเดียวกับธรรมชาติที่แท้หรือสัจจะที่สูงสุด,นั่นก็คืออสังขตธรรม


ถ้าเรายังไม่พบ”ทางสายกลาง” เราไม่มีทางที่จะพัฒนาปรีชาญาณตัวนี้ให้มันปรากฏขึ้นได้ เมื่อปรีชาญาณปรากฏขึ้นไม่ได้เราก็ไม่สามารถที่จะใช้ปัญญาหรือใช้ปรีชาญาณไป เรียนรู้พฤติกรรมต่างๆ, ที่เกิดจากความคิดที่สนองตอบต่ออวิชชา ตัณหา อุปาทานได้,


เราไม่สามารถที่ใช้ปัญญาระดับเหตุผลไปเรียนรู้ขบวนการความคิดได้, ปัญญาระดับเหตุผลมันก็คือความคิด ขบวนการความคิดไปเรียนรู้ความคิดเป็นไปไม่ได้, จุดเริ่มต้นเราจะต้องพัฒนาปัญญาที่เกิดจากใจที่มันว่าง, ใจที่มันเข้าถึงสัจจะสูงสุด, และนำปัญญาตัวนี้ไปเรียนรู้ขบวนการความคิดที่มันแสดงออก เป็นพฤติกรรมทางกาย ทางวาจา ทางจิตใจ(ความคิด ความรู้สึกต่างๆ)


เราจะต้องเรียนรู้ขบวนการความคิด หรือความรู้สึกต่างๆ ในจิตใจของเรา, ปัญหาของมนุษย์มันอยู่ที่มนุษย์ไม่มีปัญญาเห็นสิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริง, แล้วเราก็มอบความไว้วางใจนี้จากการสรุปของการรับรู้ด้วยประสาทสัมผัสทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย, แล้วเราก็ลงความเห็นเป็นคู่ๆ, สรุปการรับรู้นั้นด้วยขบวนการความคิด ด้วยข้อสรุปที่ขัดแย้งกัน สูง-ต่ำ,ดำ-ขาว นั่นคือความจริงที่มนุษย์ทั่วโลกสำคัญผิดคิดว่า ข้อสรุปของเราเองคือความจริง ปัญหาต่างๆ เกิดขึ้นตรงนี้, เกิดขึ้นจากมนุษย์ไม่มีปัญญาเห็นความจริง, แล้วก็มาสรุปการรับรู้ด้วยประสาทสัมผัสที่ขัดแย้งกันเป็นคู่ๆ, นี่คือความจริงของโลกในทัศนะของปุถุชนทั่วไปทั้งโลก และดำเนินชีวิตบนความรู้ที่ไม่จริงนี่แหละ,


บนความรู้ที่เราลงความเห็นที่ขัดแย้งกันเป็นคู่ๆ,ในขบวนการความคิดมันมีความ รู้สึกว่ามีตัวตน, มีตัวเรา,ที่แบ่งแยกจากสรรพสิ่ง, มีตัวเราเป็นศูนย์กลาง, เมื่อมันมีตัวเราแบ่งแยกจากสรรพสิ่ง แล้วเราพยายามที่จะเอาชนะธรรมชาติ, เบียดเบียนทำลายธรรมชาติ, ทำลายสิ่งแวดล้อมโดยที่เราไม่รู้ค่า, นั่นแหละคือการทำลายตัวเราเอง, และมันจึงสร้างปัญหาซับซ้อนยิ่งขึ้นตามวันเวลาตามจำนวนประชากรที่มันมากขึ้น จนก่อวิกฤตไปทั่วโลก


เวลานี้จำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะเปลี่ยนแปลงวิธีคิดใหม่ เปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคนจากการดำเนินชีวิตในระดับจิตสามัญสำนึก คือดำเนินชีวิตด้วยความรู้สึกว่ามีตัวเรา,เปลี่ยนเป็น ดำเนินชีวิตด้วยความรู้สึกที่ไม่มีตัวเราแบ่งแยกจากสิ่งต่างๆ, ถ้าเราสามารถค้นพบแนวทางของการดำเนินชีวิตอย่างนี้ได้ ก็จะมีความรู้สึกว่าเรากับสรรพสิ่งรอบๆตัวเราประสานกลมกลืน สอดคล้องเป็นหนึ่งเดียวกัน, เป็นเอกภาพเดียวกัน “ทางสายกลาง”นั่นแหละจะให้คำตอบในการดำเนินชีวิตด้วยความรู้สึกที่ไม่มีตัว เราเป็นศูนย์กลาง


เพราะว่าสภาวะจิตที่ประภัสสรของเรา ที่เป็นหนึ่งเดียวกับสัจจะ มันไปพ้นความรู้สึกว่ามีตัวเรา, ไปพ้นปัญญาระดับเหตุผล, ไปพ้นของคู่, ไปพ้นกาลเวลา, ไม่มีอดีต, ไม่มีปัจจุบัน, ไม่มีอนาคต, นี่คือภาวะของจุดเริ่มต้นที่พระพุทธองค์ทรงชี้, เราตถาคตเป็นเพียงผู้ชี้ทาง” อักขาตาโร ตถากตา “ เราเป็นเพียงผู้ชี้ทาง นี่คือทางสายกลาง, ที่ท่านอัญญาโกญธัญญะได้ดวงตาเห็นธรรม พระพุทธเจ้าตรัส สมณะ ทางสุดโต่งทั้งสองไม่ควรเดิน ให้เดินทางสายกลาง, เมื่อใดก็ตามถ้าเราใช้วิธีการในหลักของไตรสิกขา,คือศึกษาเรียนรู้ตัวเอง, เรียนรู้ขบวนการของความคิด


เมื่อนั้นเราก็จะพบ”ทางสายกลาง” เหมือนกับที่พระพุทธองค์ได้ทรงอุปมาอุปไมยการปฏิบัติในแนวทางของไตรสิกขา (อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา) เปรียบเหมือนโคแม่ลูกอ่อนเล็มหญ้าแล้วชำเลืองดูลูกน้อย,


เราต้องทำกิจการงานต่างๆ ในชีวิตประจำวัน, ชำเลืองดูจิตใจไปด้วยทำงานไปด้วยเมื่อนึกขึ้นมาได้, แต่ถ้าเรานึกขึ้นมาไม่ได้ก็ไม่ได้ดู, ถ้าเรานึกขึ้นมาได้ไม่ว่าจะทำอะไรอยู่ก็ชำเลืองดูจิตใจ สังเกตจิตใจเบาๆ, แล้วเราก็พบว่าขบวนการความคิดมันหยุดลงด้วยตัวของมันเอง, เราก็จะสัมผัสได้กับจิตที่มันว่างจากความคิดชั่วขณะหนึ่ง,


เราต้องสังเกตให้ชัดเลยว่าสภาวะจิตที่มันว่างจากความคิดมันมีลักษณะอย่างไร

เราเท่านั้นที่ทราบซึ้งหรือตระหนักรู้ถึงภาวะนั้นได้ อาตมาไม่สามารถที่จะอธิบายถึงสภาวะนี้ได้ ผู้ปฏิบัติเท่านั้นจะสามารถที่จะสัมผัสได้, เมื่อเราสังเกต, เราจะมีความรู้สึกเฉยๆ, ตาก็เห็น หูก็ได้ยิน แต่เราจะเห็นจิตของเรามันว่างจากการให้ค่าตัดสินลงความเห็น แนวทางการปฏิบัติในหลักของไตรสิกขา คือศึกษาการเรียนรู้เพื่อให้เกิดปรีชาญาณ,นี่มันเป็นวิธีการปฏิบัติในหลัก การณ์ของพระพุทธองค์ ซึ่งไม่ใช่อุบาย แต่มันเป็นตัวการปฏิบัติจริงๆ เพื่อที่จะเรียนรู้ตัวเอง เพื่อที่จะเข้าใจตัวเอง,ที่แสดงออกมาเป็นพฤติกรรมไม่ว่ากายกรรม, วจีกรรม, มโนกรรม,


ขบวนการความคิดต่างๆ ของแต่ละคนในทุกวันนี้, เราแสดงออกด้วยความสำคัญผิด เราไปยึดถือว่าสิ่งที่เราลงความเห็นที่เป็นคู่ๆ ว่ามันคือความจริง, แล้วดำเนินชีวิตบนความรู้ที่ไม่จริง,โดยมีตัวเราแบ่งแยกกับสรรพสิ่ง, เกิดตัณหา, เกิดอุปาทาน, เกิดภพ, เกิดชาติ,ของความรู้สึกว่ามีตัวเรา, แล้วปัญหาต่างๆ ก็เกิดขึ้น,มีความสุขบ้าง มีความทุกข์บ้าง เราก็ดิ้นรนแสวงหาจนตลอดชีวิต, หัวเราะบ้าง ร้องให้บ้าง


นี่คือขบวนการความคิดที่แสดงออกเป็นพฤติกรรมของเราแต่ละคน เราต้องเรียนรู้ขบวนการความคิดนี้ด้วยการสังเกตมัน เฝ้าดูมัน และเข้าใจมันนี่คือแนวทางการปฏิบัติในหลักของไตรสิกขาหรือทางสายกลาง เมื่อเราพบภาวะจิตที่เป็นกลาง หรือทางสายกลางนี่คือจุดเริ่มต้นของการเดินทางเราก็เดินทาง,นึกขึ้นมาได้ตอน ไหนเราก็สังเกตมันเรียนรู้มันนี่คือแนวทางของการภาวนาซึ่งเป็นเรื่องของจิต ใจโดยเฉพาะ,


เป็นเรื่องของจิตใจล้วนๆ เป็นเรื่องของการบำเพ็ญเพียรทางจิตล้วนๆ เราจึงปฏิบัติได้ในทุกอริยาบถ เพียงแต่เฝ้าดูจิตใจ เพียงแต่เราย้อนเข้ามาดูจิตใจ,ก็จะทำให้ผู้สังเกตเข้าถึงโพธิ,

เข้าถึงการประจักษ์แจ้งความจริงหรือสัจจะหรือธรรมชาติที่สมบูรณ์ได้, ประการแรกของนักปฏิบัติก็คือค้นหา”ทางสายกลาง” ให้ได้ก่อน


แล้วก็เริ่มเดินทาง,ผู้ที่เริ่มเดินทางเท่านั้นแหละจึงจะมีประสบการณ์, ประสบการณ์ของแต่ละคนไม่เหมือนกันประสบการณ์เท่านั้นที่จะทำให้เราเข้าใจ ชีวิต, เข้าใจโลก, เข้าใจจักรวาล, เข้าใจจริงๆ ด้วยปรีชาญาณของเรา,


การปฏิบัติด้วยการสังเกตจิตใจ ด้วยการสังเกตขบวนการความคิดจะพบว่าความคิดมันยิ่งน้อยลงๆ,เมื่อเริ่มต้น สังเกตเราจะพบว่ามันว่างชั่วขณะแล้วเราก็ได้พบกับสัจจะขั้นอัลติมะในขณะที่ ไม่มีความคิดนั่นเอง


จากการสังเกตมันบ่อยๆ จะทำให้เรารู้ถึงตัวสภาวะจิตที่มันว่างเหมือนกับที่เราเห็นครั้งแรก เห็นความว่างเป็นพื้นฐานของจิตใจเราเลยมันก็จะฝังรากลึกหรือหยั่งลงสู่ก้น บึ้งของใจเรา, ทำให้เรารู้ภาวะก้นบึ้งของจิตใจว่ามันสงบนิ่ง,ว่างเป็นพื้นฐาน,สภาวะจิตที่ มันสงบนิ่ง,ว่าง,


เป็นพื้นฐานนี้มันจะมีธรรมชาติรู้อย่างไม่มีขอบเขตจำกัด,เจ้าธรรมชาติรู้มัน จะแผ่ขยายมารู้การเคลื่อนไหวในร่างกายเราที่เรียกว่ารู้พร้อม,เห็นความว่าง ด้วยเห็นความสงบนิ่งของจิตใจด้วย, และเห็นการเคลื่อนไหวของส่วนต่างๆ ของร่างกายนี่มันเป็นความมหัศจรรย์,ยิ่งต่อไปเจ้าธรรมชาติรู้มันจะแผ่ขยาย การรับรู้ออกไปรับรู้ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ พร้อมกับการเคลื่อนไหวต่างๆ ในร่างกายเราเรียกว่ารู้ในความเป็นทั้งหมด


ทำให้เรามีความรู้สึกว่าเรากับสรรพสิ่งไม่แบ่งแยกกัน, เป็นเอกภาพเดียวกัน,จิตเป็นอิสระ,เราจะมีความสัมพันธ์เป็นหนึ่งเดียวหรือ เป็นเอกภาพกับสรรพสิ่ง,แล้วเจ้าธรรมชาติรู้มันจะรู้ถึงความว่างของตัวมันเอง ด้วยมันจะรู้ถึงความเคลื่อนไหวหรือการเปลี่ยนแปลงของปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เรากับสรรพสิ่งกำลังเปลี่ยนแปลง ที่เรากับสรรพสิ่งเป็นเอกภาพเดียวกันที่กำลังเปลี่ยนแปลงนั่นก็คือธรรมชาติ รู้ โดยความคิดมันจะรู้สองสิ่งคือรู้สิ่งหนึ่งที่มันไม่เปลี่ยนแปลงคือความว่าง, และรู้อีกสิ่งหนึ่งที่มันเปลี่ยนแปลงอยู่ทุกขณะนั่น ก็คือรู้ด้วยปรีชาญาณ หรือสัมมาทิฐิ,


มันรู้สังขตธรรม กับอสังขตธรรมทำงานร่วมกันเป็นสัจจะหนึ่งเดียว,โดยภาวะจริงๆ มันไม่ได้แบ่งแยก,เมื่อเราเห็นความเปลี่ยนแปลง เราก็เห็นความว่าง, เมื่อเราเห็นความว่างเราก็เห็นความเปลี่ยนแปลง,


จากขณะหนึ่งไปสู่ขณะหนึ่ง,ด้วยนี่คือวิปัสนาญาณ,นี่คือภาวะของธรรมชาติรู้ ที่รู้ในความเป็นทั้งหมดของชีวิตเรา, จากขณะหนึ่งไปสู่ขณะหนึ่ง,นี่คือการรู้ความจริงส่วนการเข้าใจชีวิตในมิติของ จิตสามัญสำนึกเรารู้เพียงส่วนเสี้ยวของชีวิตเรา, เช่นเราตั้งใจจะดูมันจะรู้เฉพาะทางตา, ตั้งใจจะฟังมันจะรู้เฉพาะทางหู, มีขอบเขตจำกัดเรื่องใดเรื่องหนึ่ง, ทวารใด ทวารหนึ่ง,นี่เรามีชีวิตที่คับแคบ,


มีชีวิตที่มีขอบเขตจำกัด, จิตใจคับแคบ,เราจึงมีความรู้สึกกลัว,เราขาดความอบอุ่น, ขาดความปลอดภัย, ขาดความมั่นคงในจิตใจ, เราจึงแสวงหาอย่างไม่รู้จบสิ้น, เราจึงมีความต้องการทะเยอทะยาน อยากได้ อยากเป็น อยากมี เท่าไหร่ก็ไม่รู้จักพอ, เท่าไหร่ก็ไม่รู้สิ้นสุด, นี่คือการดำเนินชีวิตด้วยความรู้สึกที่มีตัวเราเป็นจุดศูนน์กลางในมิติของ จิตสามัญสำนึก


แต่เมื่อเราได้เป็นหนึ่งเดียวกับสรรพสิ่งความกลัวมันก็หายไป, ความมั่นคงความปลอดภัยต่างๆ กลับคืนมาสู่จิตใจ,เราจะมีความอบอุ่น, เบิกบาน, ร่าเริงจากขณะหนึ่งไปสู่ขณะหนึ่ง,นี่คือการเริ่มต้นของการปฏิบัติ เมื่อเราสังเกตเรียนรู้,เข้าใจจนกระทั่งไม่ต้องสังเกต,


มันจะเป็นประสบการณ์ของแต่ละคนที่จะเรียนรู้ตัวเอง,ที่จะเข้าใจตัวเอง,ว่า เรามีความยึดถือเรามีอุปาทานมากน้อยขนาดไหน,เราจะเรียนรู้ตัวเองแล้วเราจะ รู้จักตัวเอง,ความเข้าใจจะเพิ่มมากขึ้น,การเรียนรู้อย่างนี้เป็นการเรียนรู้ เพื่อปล่อยวาง, เพื่อละความยึดถือต่างๆ, ผลของการปฏิบัติก็คือการปล่อยวาง, เมื่อมันปล่อยวางมากขึ้นจิตใจของเราเป็นอิสระมากขึ้น เราก็ดำรงอยู่ในสัจจะ


เราก็อยู่ในสัจจะที่เป็นธรรมชาติที่แท้,มีอยู่เป็นอนันตะ,หรือมีอยู่เป็น อมตะ, เป็นธรรมชาติที่แท้ของแต่ละบุคคลของแต่ละสรรพสิ่ง,มีอยู่แล้วไม่ว่าพระ พุทธองค์จะเกิดหรือไม่เกิด, สิ่งนี้ก็ตั้งมั่นอยู่แล้ว,


มีอยู่แล้ว บางคนบอกว่าในโลกนี้หรือในจักรวาลนี้มันมีความจริงอยู่สองอย่างคือรูปกับนาม แล้วก็ไปพิจารณาว่ารูปมันไม่เที่ยง นามมันไม่เที่ยง มันเกิด-มันดับ มันจึงไม่มีตัวตน,สรุปเลยว่ามันเป็นอนัตตาซึ่งมันเป็นเพียงปัญญาระดับเหตุผล , ระดับความคิด, แต่เมื่อเราเป็นหนึ่งเดียวกับสัจจะขั้นอัลติมะเราจะสัมผัสได้กับอนัตตา, อนัตตาคือภาวะจิตที่อยู่เหนือความมี และความไม่มี, อยู่เหนือของคู่, อยู่เหนือเกิด- เหนือดับ,เหนือดี-เหนือชั่ว,เหนือมีตัวตน-เหนือไม่มีตัวตน


นั่นแหละคือสภาวะของอนัตตารู้ได้ด้วยปัญญาญาณ เมื่อจิตของเราเข้าถึงสัจจะ หรือเข้าถึง ”ทางสายกลาง” เราสัมผัสได้กับสภาวะของอนัตตา,เมื่อพัฒนาจิตของเรามั่นคงขึ้น,อุปาทานอย่าง หยาบ อย่างกลางได้ลดน้อยลงไปพอสมควรเราก็เริ่มสัมผัสกับสัมมาสมาธิ,คือจิตที่มัน ตั้งมั่นอยู่ในความบริสุทธิ์,


ขณะที่เราเห็น เราได้ยินเรารับรู้ทางทวารต่างๆ, จิตไม่ปรุงแต่งเลยรับรู้เฉยๆ, รับรู้โดยไม่ต้องผ่านขบวนการความคิด, ไม่ต้องผ่านขบวนการของความจำ, รับรู้ตรงๆ, นี่แหละที่พาหิยะ บรรลุธรรมเพียงแต่พระพุทธองค์ได้ตรัสว่าพาหิยะเธอจงเห็นสักแต่ว่าเห็น,ได้ ยินสักแต่ว่าได้ยิน มันเห็นเฉยๆ ได้ยินเฉยๆ สัญญาความจำต่างๆ ขณะนั้นไม่ได้ถูกปรุงแต่งเลยไม่ได้เอาสัญญาความจำต่างๆ มาปรุงแต่งเราก็เห็นสิ่งต่างๆ ตามที่มันเป็น


คือมันเป็นของมันเช่นนั้นเอง, สิ่งต่างๆ มันไม่ได้เป็นคู่ๆ, หรือทวิภาวะปัญญาระดับเหตุผลมันเกิดจากความคิด,ถ้าไม่มีความคิดเราก็จะเห็น สิ่งต่างๆ โดยไม่ได้ผ่านม่านของความคิดนี่แหละคือการเห็นสิ่งต่างๆ ตามที่มันเป็น, ตามความเป็นจริง, เป็นยังไงตามความเป็นจริงก็เห็นมันว่าง, ว่างจากของคู่, ว่างจากความรู้สึกว่ามีตัวเรา, ว่างจากของเรา, ว่างจากเวลา, ว่างในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าไม่มีอะไรเลย, ตาไม่ได้เห็นอะไรเลย, หูไม่ได้ยินอะไรเลย, ไม่ใช่ว่างแบบนั้น, ไม่ใช่ว่างที่ตรงข้ามกับไม่ว่าง


ในมิติของจิตสามัญสำนึก, แต่ว่างตรงนี้มาจากสูญญตา, ว่างจากความรู้สึกว่ามี-ไม่มีตัวเรา, ว่างจากของเรา ว่างจากการที่จะไปให้ค่าตัดสินลงความเห็นที่เรารับรู้ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ว่ามันมีหรือมันไม่มี, มันสูงหรือมันต่ำ,มันดำหรือมันขาว ฯลฯ


มันไปพ้นการให้ค่าตัดสินลงความเห็น, เราก็จะเห็นมันเฉยๆ ได้ยินเฉยๆ รับรู้เฉยๆ, ปรีชาญาณก็เกิดขึ้นทำหน้าที่, เราจะไปเกี่ยวข้องกับสิ่งต่างๆ อย่างไร,ไม่ว่าจะคิด จะพูด จะทำ หลังจากที่เรารับรู้ความจริงอย่างนี้แล้ว,มันก็จะเป็นการคิดที่อยู่บนฐานของ ปรีชาญาณ เป็นการพูดที่อยู่บนฐานของปรีชาญาณ, เป็นการทำงานที่อยู่บนฐานของปรีชาญาณ, เป็นความเพียรที่อยู่บนฐานของปรีชาญาณ สติ,สมาธิ ก็อยู่บนฐานของปรีชาญาณ, นี่คือการดำเนินชีวิตด้วยอริยมรรคมีองค์แปด


เราจะต้องคิดจะต้องทำกิจการงานจนกระทั่งตาย,ต้องใช้ภาษา,ใช้ความรู้ที่เราจด จำมาเมื่อเรามีจิตใจที่เข้าถึงสัจจะเป็นพื้นฐานแล้ว,ความยึดถือต่างๆ, หรือเงื่อนไขต่างๆ ที่เราเคยยึดถือไว้มันจะปล่อยวาง ไม่ว่าจะพูด จะคิด จะทำงาน ประกอบอาชีพการงานก็สัมมา,นี่คือการดำเนินชีวิตด้วยอริยมรรคมีองค์แปดที่พระ พุทธองค์พยายามปลุกเราให้ตื่นขึ้นดำเนินชีวิตอย่างนี้,โดยไม่มีความรู้สึก ว่ามีตัวเราเป็นศูนย์กลาง,เห็นสิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริง


นี่แหละคือการรังสรรค์ของจิต, ของขบวนการความคิดต่างๆ, การกระทำต่างๆ จึงไม่ได้เป็นไปเพื่อตัวเองแต่เป็นไปเพื่อผู้อื่น, เป็นประโยชน์ต่อสังคม,นี่คือความคิดที่สร้างสรรค์การกระทำก็เป็นการกระทำที่ สร้างสรรค์

เพื่อประโยชน์ต่อผู้อื่น นี่คือแนวทางของการปฏิบัติที่เราเริ่มด้วยทางสายกลาง, ในโลกของความจริงเรากับสรรพสิ่งมันมีความสัมพันธ์เป็นหนึ่งเดียวกัน,แต่ใน โลกของความคิดในมิติของจิตสามัญสำนึก,เราดำเนินชีวิตด้วยความเคยชิน,เราอยู่ ในโลกของการแบ่งแยก,เราอยู่ในโลกของความแตกต่าง,เราเห็นสิ่งต่างๆทางตาแตก ต่างจากเสียงทางหู, เสียงทางหูแตกต่างจากกลิ่น ฯลฯ


นี่เราอยู่ในโลกของความคิดเราเคยชินกับการดำเนินชีวิตอย่างนี้มาเป็นสิบๆปี, เราจะปล่อยวางสิ่งสำคัญผิดที่เราเคยชินกับมัน, เราไม่สามารถจะทำได้ในเร็ววัน,เราจะต้องใช้เวลาอย่างน้อยๆ ไม่ต่ำกว่า 10 ปี 15 ปี 20 ปี, แต่เราก็ไม่ควรคิดถึงเวลา, เราไม่ควรคิดถึงว่าเราจะได้หรือเราจะเป็น, เราจะมีอะไร, แต่เรารู้การดำเนินชีวิตที่แท้จริงจากขณะหนึ่งไปสู่ขณะหนึ่ง เท่านั้นก็พอการปฏิบัติของเราจะต้องไม่มีการคาดหวังว่าจะได้, เราจะเป็น, เราจะมีอะไร,มันเป็นเรื่องของความเข้าใจชีวิตเราที่แท้จริงว่ามันดำเนิน ชีวิตอย่างไรในแต่ละขณะ


การเรียนรู้คือหัวใจหรือสิกขาคือหัวใจของพุทธศาสนา การภาวนา,สิกขา,การเรียนรู้,การสังเกต,การเฝ้ามองมันก็ดีนี่คือแนวทางการ ปฏิบัติที่พระพุทธองค์ได้ทรงชี้แนะไว้,



มันไม่ใช่อุบายแต่มันเป็นศิลปะของการปฏิบัติ, ของการภาวนา, ของการบำเพ็ญเพียรทางจิต,มันเป็นศิลปะยิ่งกว่าการวาดรูปสวยๆ ยิ่งกว่าศิลปะสาขาใด สาขาหนึ่ง,มันเป็นความมหัศจรรย์อย่างยิ่งของการดำเนินชีวิตในแต่ละขณะ,ที่ เรารับรู้ในความเป็นทั้งหมด, เรากับสรรพสิ่งมันเป็นองค์รวม


ถ้าเราปฏิบัติบน”ทางสายกลาง” จนเข้าถึงสมาหิโต หรือสัมมาสมาธิได้แล้ว ปรีชาญาณจะแผ่ขยายการรับรู้เรากับสรรพสิ่งร่วมเป็นสายธารแห่งชีวิต ร่วมสายใยแห่งจิตใจที่เชื่อมโยงถึงกัน, จะด้วยอานุภาพหรือจะด้วยอะไรก็แล้วแต่, ในทางศาสนาคือรู้ด้วยปรีชาญาณ ที่ประสานเชื่อมสัมพันธ์สรรพสิ่งเป็นเอกภาพเดียวกัน, เกี่ยวเนื่องเป็นเนื้อในของทุกๆสิ่งที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปด้วยกันอย่างไม่ หยุดนิ่ง, กำลังเปลี่ยนแปลงไปด้วยกันอย่างเป็นอมตะ, และเราก็ไม่สามารถที่จะไปแบ่งแยกมันออกจากกันได้นี่คือโลกของความจริง


แต่ในโลกของความคิดทุกสิ่งมันแบ่งแยกกัน,มันแตกต่างกันมีตัวเราที่แบ่งแยก จากสรรพสิ่ง, แต่ถ้าเราได้พบทางสายกลางเราจะมองโลกในอีกทัศนะหนึ่ง,เราจะเห็นสรรพสิ่งนี้ มันว่าง, เรากับสรรพสิ่งนี้เป็นหนึ่งเดียวกัน, เราจะเห็นว่าเราคือความว่าง, สรรพสิ่งก็คือความว่าง ว่างในที่นี้ก็คือว่างจากการที่เราไปลงความเห็นว่ามีหรือมันไม่มี, ลงความเห็นว่ามันสูง- ว่ามันต่ำ,


นี่คือความมหัศจรรย์ของปรีชาญาณที่ตระหนักรู้ได้ทุกคน ถ้าเห็นทางสายกลางแล้วรู้ได้, รู้เหมือนกันอย่างนี้,

ตระหนักรู้ถึงสรรพสิ่งว่ามันว่าง
ที่มันเป็นคู่ๆ เพราะมันมีความคิดไปสรุปลงความเห็นสังคมที่ดำเนินชีวิตอยู่ของแต่ละบุคคล, ที่รวมกันด้วยความเห็นที่ผิด, ด้วยความสำคัญผิดจึงไม่สามารถดำรงอยู่อย่างมีความสุขที่แท้จริงในโลกของความ รู้ที่ไม่จริงหรือบนพื้นฐานที่สำคัญผิดและไม่สอดคล้องเป็นหนึ่งเดียวกับสรรพ สิ่งจึงทำให้เกิดปัญหา แต่สรรพสิ่งมันสัมพันธ์เป็นหนึ่งเดียวกัน ถ้าเราไม่สามารถจะเห็นอย่างนี้ได้ สังคมไม่สามารถตระหนักรู้ในสิ่งนี้ได้สังคมนั้นก็จะมีแต่ความสำคัญผิดเป็น สังคมที่มีแต่การแบ่งแยก, ปัญหารุนแรงต่างๆ, ทั่วโลกเวลานี้ศาสนาช่วยไม่ได้เลย,ทุกชาติไม่ว่าจะเป็นยุโรป,เอเซียต่างมี ศาสนา, ต่างนับถือศาสนา,แต่ทำไมมันมีความรุนแรง,มีการรบราฆ่าฟันกันทั่วทุกมุมโลก


นี่แสดงได้ว่ามนุษย์ที่รวมกันเป็นสังคม,เข้าไม่ถึงศาสนา,เข้าไม่ถึงหัวใจของ ศาสนาของตนเอง ศาสนาช่วยสังคมไม่ได้เลย, ศาสนาช่วยให้มนุษย์อยู่อย่างมีความเกื้อกูลซึ่งกันและกันไม่ได้เลย,ถ้าเรา เข้าไม่ถึงหัวใจของแต่ละศาสนาเราจะมีการแบ่งแยกเผ่าพันธ์,แบ่งแยกเชื้อชาติ, แบ่งแยกศาสนา,อยู่ในโลกของความแบ่งแยก,มันก็เกิดความขัดแย้ง,เกิดความรุนแรง ต่างๆ, แต่ถ้าเราไปพ้นโลกของการแบ่งแยก ไปพ้นการรับรู้อย่างแบ่งแยก,เรากับสรรพสิ่งเป็นหนึ่งเดียวกันพราหมวิหารก็จะ เกิดขึ้น,ความเมตตากรุณาเกื้อกูลกันและกันก็เกิดขึ้น,สังคมก็จะมีความสุข สงบ สันติ


แต่ถ้าเข้าไม่ถึงหัวใจของศาสนาก็ มีแต่ความขัดแย้ง, มีแต่ความรุนแรง,เบียดเบียนเอาชนะซึ่งกันและกัน, สุดท้ายก็หายนะทั้งคู่, ทั้งผู้ชนะและผู้แพ้,หายนะก็มาสู่มวลมนุษย์ทั้งผู้ชนะและผู้แพ้,โลกมันปรับ ตัวมัน,เกิดแผ่นดินไหวเกิดน้ำท่วมอะไรต่างๆ,มันมาจากมนุษย์ไปเบียดเบียนโลก, ไปเบียดเบียนระบบนิเวศน์ต่างๆ วิกฤตต่างๆ ที่โลกกำลังเผชิญอยู่ขณะนี้ มันมาจากความเห็นแก่ตัว มันมาจากการดำเนินชีวิตที่ผิดของเรา ของแต่ละคน,ที่ดำเนินชีวิตอย่างมีตัวเราเป็นศูนย์กลาง, มีแต่ความเห็นแก่ตัว,ต้องการเอาชนะกัน,ต้องการมีให้มันมากที่สุดเท่าที่จะ มากได้, ไม่ได้เกื้อกูล,ไม่ได้ช่วยเหลือซึ่งกันและกันเลย ขาดความรักขาดความเมตตา, ขาดการเกื้อกูลซึ่งกันและกัน เพราะเราเข้าไม่ถึงหัวใจของศาสนา เรากับสรรพสิ่งไม่สัมพันธ์เป็นสิ่งเดียวกัน


ทางรอดของมวลมนุษย์ชาติมีทางเดียว คือการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดใหม่ อย่างถอนรากถอนโคน เปลี่ยนแปลงจิตใจระดับจิตสามัญสำนึกมาดำเนินชีวิตในระดับจิตเหนือสำนึก ดำเนินชีวิตที่เรากับสัจจะเรากับสรรพสิ่งเป็นหนึ่งเดียวกัน,วิถีทางพระ พุทธองค์ก็ทรงชี้แนะไว้แล้ว,ในวันอาสาฬหบูชา คือ “ทางสายกลาง” จะเป็นกุญแจที่สำคัญที่จะนำไปสู่การดำเนินชีวิตที่ไม่มีตัวเราเป็นศูนย์กลาง ,มองโลกในอีกทัศนะหนึ่ง,เห็นโลกตามความเป็นจริง,หรือตามที่มันเป็น, ไปพ้นปัญญาระดับเหตุผล, แต่เราก็ต้องอาศัยขบวนการความคิดที่เกิดจากตัณหาอุปาทานที่เรายังยึดถืออยู่ ,ต้องอาศัยการดำเนินชีวิตอย่างแบ่งแยกหรือรูปนามเป็นสิ่งที่เราจะเรียนรู้ มัน,เข้าใจมัน


ไม่ใช่ปฏิบัติด้วยวิธีการที่ทำให้เกิดการแบ่งแยก, แต่เป็นการปฏิบัติที่นำไปสู่การรับรู้ที่พ้นไปจากการแบ่งแยก,นั่นก็คืออาศัย รูปนาม, อาศัยรับรู้ขบวนการความคิดต่างๆ, เหล่านั้นแหละเป็นส่วนที่เราจะต้องเรียนรู้มัน,สังเกตมัน,ดูมัน,เข้าใจมันจน ผ่านพ้นตัวตน ผ่านพ้นเหตุผล ผ่านพ้นกาลเวลา


เข้าถึงธรรมจิต เข้าถึงจิตวิญาณระดับธรรมชาติ เข้าถึงธรรมปัญญา เข้าถึงปัญญาที่มันมีอยู่แล้วที่เรียกว่าปรีชาญาณหรือปัญญาญาณดำเนินชีวิต สู่วิถีองค์รวมหรือวิถีบูรณาการของชีวิต, สู่ความเป็นอิสระของจิตใจที่แท้จริง, นี่คือผลจากการปฏิบัติที่เราเริ่มต้นด้วย “ทางสายกลาง”


ถ้าจะถามว่าอะไรคือสัมพันธภาพที่จะทำให้เรารู้สรรพสิ่งในความเป็นองค์รวม, ที่จะทำให้เราเข้าใจสัมพันธภาพของสรรพสิ่งอย่างไม่แบ่งแยก, ไม่มีอะไรเลยนอกจากปรีชาญาณ, ถ้าเข้าถึงสัจจะขั้นอัลติมะได้, หรือรู้วิธีที่จะค้นพบ “ทางสายกลาง” ได้,

เรากับสัจจะเป็นหนึ่งเดียวกัน, เราก็จะสัมผัสกับปรีชาญาณที่จะทำให้เราตระหนักรู้ถึงสัมพันธภาพ, เรากับสรรพสิ่งนี้ไม่ได้แบ่งแยกกัน, เรากับสรรพสิ่งนี้สัมพันธ์เป็นหนึ่งเดียวกันอย่างเป็นองค์รวม การที่เราจะเข้าถึงสัจจะได้,เราจะต้องเข้าใจอย่างแท้ เข้าใจอย่างซาบซึ้งก่อน, ว่าการดำเนินชีวิตในมิติของจิตสามัญสำนึกมันมีปัญหา


และปัญหาของมันเป็นอย่างไรนี่ก็คือเราจะต้องรู้โทษของมันว่าเราดำเนินชีวิต ด้วยความรู้สึกว่ามีตัวเราเป็นศูนย์กลางที่เกิดจากจิตที่มันไม่มีปัญญาหรือ


อวิชชาทำให้เกิดตัณหา ในขณะที่เรารับรู้อย่างแบ่งแยกมีสิ่งที่ถูกรู้มีผู้รู้, แล้วเราก็สรุป, เปรียบเทียบ, ให้ค่าตัดสิน, ลงความเห็น, ว่ามันสูง-มันต่ำ,มันดำ-มันขาว ก็เกิดความรู้สึกพอใจไม่พอใจ, พอใจก็อยากได้เข้ามา, ไม่พอใจก็อยากไม่ให้มันเกิด,อยากที่จะทำลาย, นั่นคือเกิดความต้องการ, เมื่อมีความต้องการ, ได้มาเราก็มีความสุขชั่วขณะหนึ่ง, ไม่ได้เราก็มีความทุกข์, ก็เกิดความยึดถือในสิ่งที่เราได้, เราเป็น, เรามี,อุปาทานเกิดขึ้น เกิดภพ เกิดชาติหรือสภาวะจิตในขบวนการความคิดอย่างนั้นมีความรู้สึกว่ามีตัวเราเป็น ผู้เสวยผล (วิบาก)


การดำเนินชีวิตอย่างนี้มันเป็นโทษ, มันเป็นภัย, ทำให้ปัญหาเกิดขึ้นกับเรามากมาย,แม้จะมีความสุขชั่วขณะ,แต่มีความทุกข์มาก มาย, หรือมีความทุกข์มากกว่า,


การดำเนินชีวิตอย่างนี้,มันคือการดำเนินชีวิตที่มีตัวเราเป็นศูนย์กลาง, เริ่มต้นเราต้องเห็นภาวะของจิตที่มันไปพ้นมิตินี้ก่อน, ทางสายกลางจะเป็นคำตอบ, เราจะเห็นภาวะที่ไม่ใช่ภาวะพ้นความรู้สึกว่ามีตัวเรา, มันพ้นของคู่,ที่เราเคยสรุปลงความเห็น, มันพ้นอดีต ปัจจุบัน อนาคต, มันพ้นกาลเวลา, นี่คือจุดเริ่มต้น,ถ้าเราค้นพบสภาวะตรงนี้ได้แล้ว,เชื่อได้เลยว่าเราจะมี ประสบการณ์ของการเข้าใจชีวิตของประสบการณ์มาจากการเข้าถึงสัจจะที่แท้, เข้าถึงธรรมชาติที่แท้, เกิดปรีชาญาณ, และปรีชาญาณนี่แหละทำให้เราเกิดความเข้าใจ,เข้าใจตัวเรา, เข้าใจชีวิตของเรา, เข้าใจการดำเนินชีวิตอย่างไรจึงจะไม่มีปัญหา, จึงไม่มีความทุกข์


นี่คือแนวทางการปฏิบัติที่พระพุทธองค์ทรงชี้แนะ,ในวันอาสาฬหบูชาหลังจากที่ พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสรู้อยู่เจ็ดสัปดาห์, ก็เดินทางมาพบปัญจวัคคีย์ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน สมณทางสุดโต่งทั้งสองไม่ควรเดิน, ให้เดิน”ทางสายกลาง” แล้วท่านอัญญาโกณทัญญะก็ได้บรรลุธรรมอาตมาเชื่อแน่ว่าท่านจะต้องเข้าถึง ประสบการณ์ของการเข้าใจตัวเอง, เข้าถึงประสบการณ์ของการพัฒนาจิตจากระดับจิตสามัญสำนึกไปสู่จิตเหนือสำนึก, สัมผัสกับสัจจะสูงสุดได้,ใจเป็นอิสระ ไม่สามารถเข้าถึงได้ด้วยปัญญาระดับเหตุผล, ปัญญาเหตุผลที่เราใช้อยู่ในชิวิตประจำวันด้วยการรับรู้จากประสาทสัมผัส, แล้วเปรียบเทียบ,ลงความเห็นที่ขัดแย้งกันเป็นคู่ๆ, ไม่สามารถเข้าถึงสัจจะได้


จะต้องไปพ้นปัญญาระดับเหตุผล,ไปพ้นของคู่, ไปพ้นขบวนการของความรู้ต่างๆ, ใจเป็นอิสระ,ถึงจะเข้าถึงสัจจะที่เป็นพื้นฐานของทุกสิ่งได้ถ้าเราสามารถเข้า ถึงสัจจะหรือธรรมชาติที่แท้ที่ไม่มีจุดเริ่มต้น ไม่มีจุดสิ้นสุด, ไม่เกิด-ไม่ดับ เข้าถึงภาวะนี้ได้, นี่แหละคือจุดเริ่มต้นของการปฏิบัติ,หรือของการเดินทางที่เรียกว่า “ทางสายกลาง” ไม่ใช่เราไปคิดเอาด้วยปัญญาระดับเหตุผลจึงจะเข้าถึงได้, ซึ่งปัญญาระดับความคิดที่เราใช้อยู่ในชีวิตประจำวันในมิติของจิตสามัญสำนึก มันทำให้เกิดปัญหาต่างๆ, มันทำให้เกิดความขัดแย้ง, ซึ่งเราพยายามหนีมันในทุกวิถีทาง, ในชีวิตธรรมดาของเรานี่ด้วยการใช้ความบันเทิง, ด้วยการใช้ศาสนาหรือปรัชญาหรือทฤษฎีต่างๆ มากมายเราหมกมุ่นอยู่กับความรู้ต่างๆ, ศึกษามัน 5 ปี 10 ปี


บางคนศึกษาธรรมะ เรียนธรรมะ 10 กว่าปีมีความรู้มากมายผลสุดท้ายก็เลยไปติดความรู้,หยุดความรู้ไม่ได้,

ไม่สามารถจะหยุดความรู้ได้, ความรู้นี่แหละมันบังธรรมชาติที่แท้, หรือมันบังสัจจะ, เราไม่สามารถจะหยุดมันได้มันก็เป็นอุปสรรคต่อการที่เราจะเข้าถึงความจริงที่ แท้,หรือสัจจะเราไม่สามารถที่จะค้นพบวิถีทางของการปฏิบัติที่เรียกว่าทาง สายกลางได้เลย,ถ้าใจของเรามันไม่เป็นอิสระ, ทำอย่างไรใจของเราถึงจะเป็นอิสระ,


เราจะต้องวางความรู้ต่างๆ ที่เราสะสมมาก่อนการศึกษาในทางพุทธศาสนาที่เรียกว่าสิกขามันไม่ใช่เรียนรู้ เพื่อสะสมแล้วเอามาเปรียบเทียบลงความเห็น


สิกขา,ในทางพุทธศาสนาเป็นการเรียนรู้เพื่อให้เกิดความเข้าใจ,หรือเกิดปัญญา ญาณ, และปัญญาญาณนี้มันจะทำการปลดปล่อยเครื่องพันธนาการต่างๆ, ปลดปล่อยความยึดถือต่างๆ,


ปัญหาต่างๆ ที่เราพยายามวิ่งหนีมันด้วยการเข้าหาศาสนาก็คือด้วยการไปศึกษาจิตวิทยาหรือ ปรัชญาต่างๆ มากมาย,มันไม่สามารถที่จะทำให้เราเข้าถึงสัจจะได้, เราจะต้องหยุดขบวนการความรู้นี้ก่อน, หากจะถามว่าเจ้าปัญหาต่างๆ หรือความขัดแย้งมันจะสิ้นสุดลงได้หรือไม่,หากเราไม่รู้จักวิธีพัฒนาจิตใจก็ ไม่มีทางที่ขบวนความคิดต่างๆ จะสิ้นสุดได้เราจะต้องเปลี่ยนแปลงวิธีคิดอย่างถอนรากถอนโคน,อย่างสิ้นเชิง,


จากการดำเนินชีวิตในมิติจิตสามัญสำนึก เราจะต้องเปลี่ยนแปลงหรือไปพ้นวิถีของการรับรู้อย่างแบ่งแยกมีสิ่งที่ถูกรู้ -มีผู้รู้ไปสู่ความขัดแย้ง, นำไปสู่เวทนา, ความรู้สึกพอใจ-ไม่พอใจ เกิดความต้องการเกิดอุปาทาน เกิดภพ เกิดชาติ ของความรู้สึกว่ามีตัวเรา, เป็นสัตว์เดรัจฉานบ้าง,เป็นสัตว์นรกบ้าง, เป็นเปรต, เป็นอสูรกาย, เป็นมนุษย์, เป็นเทวดา, นี่คือขบวนการความคิดในมิติสามัญสำที่นำไปสู่ปัญหาต่างๆ


ถ้าเราไม่สามารถจะหยุดขบวนการของปัญหาต่างๆ หรือขบวนการของความคิด, หรือความรู้ต่างๆ ได้, ชีวิตของเรามันก็ไร้สาระเหมือนกับใบลานเปล่า, ที่พระพุทธองค์ทรงเรียก ท่านโปถิระว่าใบลานเปล่า เราจะดำเนินชีวิตอย่างมีความหมายน้อยมาก, เป็นชีวิตที่ไร้สาระ, ไร้แก่นสาร, พระพุทธเจ้าทรงเรียกท่านโปถิระที่มีความรู้มากมาย, สั่งสอนลูกศิษย์ลูกหาได้เป็นพระอรหันต์หลายรูป แต่ตัวท่านยังไม่ได้บรรลุธรรม, ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็ทรงทัก “มาแล้วรึท่านโปถิระใบลานเปล่า ” จะกลับก็ทักอีก”กลับแล้วรึท่านโปถิระในลานเปล่า” ใบลานเปล่าหมายถึงไม่มีอะไรเลย, ในสมองมีแต่อากาศ, ที่เขาเรียกว่าหัวลูกโป่ง หัวลูกโป่งมันไม่มีมันสมอง คือ ไม่มีปัญญา


เมื่อเราสามารถที่จะรู้จักวิธีการ, ด้วยการเรียนรู้,ด้วยการสังเกต โดยการหันเข้ามามองจิตใจ,แม้กระทั่งเด็กๆก็สามารถจะเห็นได้, เราเป็นผู้ใหญ่มันยากอะไรนักหนา, เพียงแต่เราหันเข้ามาสังเกตจิตใจเราก็จะพบว่าความคิดมันหยุดไปชั่วขณะหนึ่ง, เห็นได้ครั้งหนึ่ง ก็ทำครั้งที่สองได้, ก็ทำครั้งที่สาม จนกระทั่งเราสามารถที่จะเห็นมันได้,สัมผัสมันได้เห็นสภาวะที่มันว่างจากความ คิด, ถ้าเราลืมตา,มันก็เห็นสิ่งต่างๆ, หูเราก็ได้ยินเสียงต่างๆ ถ้าเราสังเกตจิตใจมันว่างในขณะนั้น, มันก็จะเห็นเฉยๆ, ได้ยินเฉยๆ


เราก็จะเข้าใจคำสอนของพระพุทธองค์, ที่ตรัสกับท่านพาหิยะ, “พาหิยะเธอจงเห็นสักแต่ว่าเห็น, ได้ยินสักแต่ว่าได้ยิน”, พาหิยะบรรลุธรรมด้วยการเห็นด้วยจิตใจที่มันว่าง, ด้วยการได้ยินด้วยจิตใจที่ว่าง,จากความคิด, การรับรู้ในขณะนั้นมันจะเป็นการรับรู้อย่างไม่แบ่งแยก, ไม่มีสิ่งที่ถูกรู้- ไม่มีผู้รู้, ไปพ้นสัญญาวิปลาสต่างๆ,แต่ถ้าเรายังรับรู้อย่างแบ่งแยก ยังไปไม่พ้นชื่อ, พ้นบัญญัติมันก็จะนำไปสู่ปัญญาระดับเหตุผล, คือเห็นเกิด – เห็นดับ,เห็นเที่ยง-เห็นไม่เที่ยง, แล้วเราก็สรุปนี่คืออนัตตา คือมันไม่มีตัวตน,


อนัตตาเป็นหลักธรรมสูงสุดของพุทธศาสนา มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก อนัตตาไม่ใช่เข้าถึงด้วยความคิด, คิดว่ามันไม่เที่ยง, มันไม่มีตัวตน, มันเกิด- มันดับ แล้วก็สรุปมันไม่มีตัวตน ในพระพุทธศาสนาถ้าหลักการสูงสุดมันง่ายขนาดนั้น ทุกคนก็จะสามารถเป็นพระอรหันต์กันหมด, แต่อนัตตาเป็นเรื่องของการตระหนักรู้,ไม่ใช่คิดเอา, เป็นเรื่องของการหยั่งรู้, ตระหนักรู้ก็คือรู้ด้วยจิตที่มันว่าง,เขาเรียกว่า การหยั่งรู้หรือการตระหนักรู้

อิสรภาพแห่งจิต
<!--Main-->
“การเป็นคน นั้นเป็นได้ไม่ยากเข็ญ แต่ถ้าเป็นอย่างที่เป็นนั้นยากหลาย คือผู้เป็นสักว่าพูดไม่ง่ายดาย จิตมุ่งหมายบรมธรรมล้ำเลิศคน ” การที่เราจะได้พบกับความลึกซึ้งกับธรรมชาติรู้ตัวนั้น ธรรมชาติได้แผ่ขยายแล้ว เราถึงจะเริ่มรู้จักมัน ทำให้เรารู้สึกปิติ เกิดความร่าเริง เบิกบาน มันก็มาจากการที่เราได้สังเกต แล้วใจมันว่างนานขึ้นจน เป็นอธิศีล อธิจิต เราเรียกว่าสัมมาสมาธิ ความสงบที่เป็นฐานของจิตใจทำให้เกิดปัญญาญาณ ทำให้เกิดปรีชาญาณ นำไปสู่การแสดงออกของปรีชาญาณ หรือปัญญาญาณ เกิดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม


เป็นการแสดงออกของธรรมชาติรู้ ที่เกิดจากความว่างของจิตใจแสดงออกในทุกอริยบถในทุกกิจการงาน หากเราตระหนักรู้ถึงความรู้สึกตัวทั่วพร้อมนี้ เราก็จะใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า อย่างมีชีวิต ชีวา การที่เราฝึกอย่างนี้มันจะทำให้ฌาณ ก็คือความสงบของจิตใจ ที่มีพุทธพจน์บทหนึ่งว่า นัตถิปัญญา อฌายิโน นัตถิฌานัง อปัญญัสสะ ไม่มีปัญญา ไม่มีฌาณ ไม่มีฌาณไม่มีปัญญา ฌาณตัวนี้คือความสงบของจิตใจ หรือ เจตโส เอโกทิภาวัง มันเป็นความสงบของสัมมาสมาธิ ไม่ใช่โลกิยะฌาณที่เราไปกำหนดรู้ที่สิ่งใดสิ่งหนึ่ง แล้วใจมันสงบนิ่ง ฌาณอย่างนั้นไม่มีปัญญา นั่นคือโลกิยะฌาณ


แต่ฌาณที่เป็นฐานให้เกิดปัญญา คือฌาณที่เป็นสัมมาสมาธิ จึงทำให้เกิดปัญญาญาณได้ถ้าใครมีฌาณ และมีปัญญาด้วย ผู้นั้นก็เข้าใกล้พระนิพพาน การขจัดความคิดปรุงแต่งนี่เป็นสิ่งที่สำคัญ สติสามารถจะเป็นเครื่องกั้นขบวนการความคิดต่างๆ หรือจิตที่มันไหลไปตามอารมณ์ต่างๆ เหมือนอย่างพราหมอชิตะ ไปถามพระพุทธองค์ว่า : อะไรจะเป็นเครื่องกั้นจิตใจที่ไหลไปตามอารมณ์ต่างๆ และอะไรเป็นเครื่องละจิตใจที่มีความยินดี-พอใจกับอารมณ์ต่างๆ พระพุทธเจ้าก็ทรงตอบว่า " สติ จะเป็นเครื่องกั้น ปัญญาจะเป็นเครื่องละ "


ขณะที่เราสังเกตจิตใจแล้วความคิดหายไปขณะนั้นเรามี สติ แปลว่า ระลึกได้ ปัญญาแปลว่า รู้ สติและปัญญาทำหน้าที่คู่กัน ปัญญามีหลายระดับ ระดับจิตสามัญสำนึก ก็รู้เฉพาะที่ใดที่หนึ่งอย่างมีขอบเขตจำกัด ถ้าเป็นปัญญาระดับปัญญาญาณก็จะรู้พร้อมในความเป็นทั้งหมด หรือความเป็นองค์รวม สติจะเป็นเครื่องกั้น จิตใจที่มันไหลไปตามอารมณ์ ก็คือปรุงแต่งไม่ได้ “ปัญญาจะเป็นตัวละ”


พระพุทธเจ้าตอบ อชิตะว่า จิตที่ไหลไปตามอารมณ์ต่างๆ หรืออารมณ์ทั้งปวงที่มันเข้ามาทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย นั้นเราสามารถจะหยุดยั้งได้ด้วยสติ เมื่อมีสติก็มีปัญญา การเข้าถึงตัวประสบการณ์ของการรู้แจ้งความจริง หรือสัจจะขั้นอัลติมะนั้นไว้ เมื่อเรารู้แจ้งความจริงอันนั้นได้ก็ จะมีการแสดงออก ควบคู่กับกิจกรรมต่างๆ กับการงานต่างๆ ในชีวิตประจำวันเรา ในการดำเนินชีวิตของเรา ต้องคิด ต้องพูด ต้องทำ ประกอบอาชีพ การงาน





เมื่อใจของเรามั่นคงหรือที่เรียกว่าสัมมาสมาธิ เราจะเห็นธรรมชาติที่ไม่มีจุดเริ่มต้น ไม่มีจุดสิ้นสุด หรือธรรมชาติที่แท้มันแสดงตัวมันออกมา ขณะที่เราเห็นมันความรู้สึกว่า “ตัวเรา” ก็ไม่มี ถ้าเราพูด เราคิด เราทำ ไม่เห็นความว่างตัวนี้ด้วย เราไม่มีตัวรู้ความว่าง หรือสัจจะตัวนี้ด้วย


ทุกขบวนการความคิดจะมี”ตัวเรา” ถ้าเราเห็นสัจจะ ตัวสัจจะมันแสดงออกควบคู่กับการดำเนินชีวิตของเรา แสดงว่าจิตใจของเราเป็นหนึ่งเดียวกับสัจจะสมาธิมั่นคง เราจึงเห็นธรรมชาติที่แท้หรือสัจจะหรือความว่างแสดงตัวออก การปฏิบัติก็คือการทำให้ธรรมชาติที่แท้มันแสดงตัวออกมา ไม่ว่าจะเดิน ยืน นั่ง นอน ทำกิจการงานต่างๆ นี่เราถือเป็นการภาวนาในทุกขณะ จิตใจก็เริ่มมั่นคงขึ้น แข็งแรงขึ้น ตั้งมั่นขึ้น ยิ่งตั้งมั่นมากเท่าใด ธรรมชาติรู้ก็ยิ่งแสดงตัวออกมากเท่านั้น



ธรรมชาติรู้ตัวนี้มันเกิดจากความว่าง มันก็ยิ่งแสดงตัวของมันออกมาร่วมกับกิจการงานมากขึ้น ยิ่งเรามีความมั่นคงมากขึ้น มันก็สามารถแสดงตัวออกมาได้ยาวนานขึ้น จนกระทั่งถึงที่สุดนั่นก็คือตลอดเวลาที่เรียกว่าพระอรหันต์ พระอรหันต์ท่านเห็น รู้สัจจะขั้นอัลติมะอยู่ตลอดเวลา ธรรมชาติที่แท้แสดงออกร่วมกับขันธ์ห้าต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ถ้าแสดงออกได้ 75 % นี่คือพระอนาคามี ถ้า 50 % ละความโลภ ความโกรธได้บ้าง นี่คือพระสกิทาคามี หรือแสดงออกได้ 25 % นี่คือพระโสดาบัน

แสดงออกบ้าง ไม่แสดงออกบ้างนี่ก็ถือว่าเราเริ่มเดินทางเข้าสู่กระแสของพระนิพพาน กระแสของอริยบุคคล เลื่อนระดับจากปุถุชนที่ไม่เคยเห็นความว่างของจิตใจเลย เมื่อใดก็ตามถ้าเรารู้จักวิธีการที่จะพัฒนาจิตวิญญาณของเรา พัฒนาอย่างถูกหลักการณ์ ถูกวิธีการ ผลมันย่อมเกิดขึ้น ในขณะที่ปฏิบัติเราจะเห็น ขณะที่เราเห็นความว่างจิตใจของเรามันหยุดนิ่งนานขึ้น นั่นก็คือ ผลมันอยู่ตรงนั้นมรรคก็อยู่ตรงนั้น “ทาง” ก็คือสภาจิตที่เรากำลังดำเนินอยู่บนความรู้สึกที่ไม่มีตัวเรา ดำเนินอยู่บนความรู้สึกที่รับรู้ในความเป็นเอกภาพ หรือความเป็นทั้งหมด ผลมันก็อยู่ตรงนั้น


เมื่อเราเริ่มจับประเด็นได้เข้าถึง”ทางสายกลาง” ผลมันเกิดแล้ว เมื่อเห็นทางสายกลาง แต่ก่อนเราไม่เห็นเลย เมื่อเราเริ่มปฏิบัติมาหรือปฏิบัติที่ไหนมา 5 ปี 10 ปี ยังไม่เห็น”ทางสายกลาง”เลย ผลก็ไม่เกิดเลย มรรคก็ไม่เกิด ผลก็ยังไม่เห็น เมื่อใดก็ตามถ้าเราเริ่มสัมผัสได้กับจิตใจที่บริสุทธิ์ หรือที่ปภัสสรของเราจากการที่เราได้หันเข้ามาสังเกตแล้วเราก็พบว่าขบวนการ ความคิดมันหยุดไปชั่วขณะ เราเห็นภาวะของจิตว่าง ขณะนั้นไม่มีของคู่ ไม่มีความรู้สึกว่ามี”ตัวเรา” ไปพ้นกาลเวลา ไม่มีอดีต ปัจจุบัน อนาคต มรรคเกิดแล้ว ผลก็เกิดตรงนั้นแหละ เมื่อเราเห็นทาง เราก็เริ่มเดินทาง พระพุทธเจ้าเป็นแต่เพียงผู้ชี้ทาง อักขา ตาโร ตถาคตา เราเป็นเพียงผู้ชี้ทาง “ทางสายกลาง " นี่แหละ





หลังจากที่ท่านได้ตรัสรู้เมื่อวันวิสาขบูชา ทรงพักผ่อนอยู่ 7 สัปดาห์ และเดินทางไปพบปัญจวัคคีย์ที่ป่า อิสิปะตะนะมฤคทายวัน ทรงแสดงธรรมจักรกัปวรรตนสูตรใจความสำคัญก็คือ สมณทางสุดโต่งทั้งสองไม่ควรเดิน ให้เดินทางสายกลาง ถ้าเรายังไม่รู้จักทางสุดโต่งทั้งสอง เราก็จะไม่รู้จักทางสายกลาง ทางสุดโต่งทั้งสองก็คือทางของความคิดปรุงแต่งที่ไปทาง รักตรงข้ามกับชัง อัตตนิโยค กามสุขัลนิโยค คือความสุดโต่งทั้งสองก็คือปัญญาระดับเหตุผลนั่นเอง


ปัญญาระดับเหตุผล ที่ใช้ความคิด ที่เราลงความเห็นที่ขัดแย้งกันเป็นคู่ๆ คือความสุดโต่งทั้งสอง การปฏิบัติถ้าเรายังใช้ปัญญาระดับเหตุผล เห็นมันเกิด-เห็นมันดับ,เห็นมันมีตัวตน-เห็นมันไม่มีตัวตน นี่มันเป็นความสุดโต่งทั้งสอง หลายคนไม่เข้าใจยังใช้ปัญญาระดับความสุดโต่งทั้งสองอยู่ ไม่ใช่ “ทางสายกลาง” ทางสายกลางเป็นภาวะที่อยู่เหนือความสุดโต่งทั้งสอง เป็นโลกุตระจิต ไปพ้นความรู้สึกว่ามีตัวเราและไม่มีตัวเรา ไปพ้นการรับรู้อย่างแบ่งแยก ไม่มีรูป- ไม่มีนาม, ไม่มีสิ่งที่ถูกรู้- ไม่มีผู้รับรู้, เมื่อมันไปพ้นรูป-พ้นนามแล้ว ปรีชาญาณก็เกิด ปรีชาญาณจะไปพิจารณาอะไรที่เป็นรูปเป็นนาม ปรีชาญาณเกิด ต่อเมื่อไปพ้นรูปพ้นนามแล้ว


ปรีชาญาณก็จะตระหนักรู้ไปที่การรับรู้ของประสาทสัมผัสทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ในความเป็นเช่นนั้นเอง ของปรากฏการณ์ต่างๆ นี่คือแนวทางการปฏิบัติที่เข้าถึง “ทางสายกลาง” และพัฒนาจนเกิด อธิศีล จะกำจัดกิเลสอย่างหยาบ อย่างกลาง (นิวรณ์ต่างๆ ) จนเป็น อธิจิต เข้าถึงสัมมาสมาธิ ก็จะเป็นพื้นฐานให้เกิดปรีชาญาณ


ทำลายความยึดถือต่างๆ และความสำคัญผิดต่างๆ จนเห็นความจริงจากจุดเริ่มต้นจนกระทั่งพัฒนาให้สมบูรณ์ขึ้น นี่คือแนวทางการปฏิบัติ “ทางสายกลาง” ที่อาตมาพยายามนำเสนอ แม้อาตมาจะพูดอธิบายให้ละเอียดยังไง ถ้าเรายังไม่เห็นสภาวะทางสายกลาง หรือภาวะของจิตที่อยู่เหนือของคู่ได้ เราก็จะไม่มีความเข้าใจอย่างซาบซึ้ง จนกว่าเราจะหันเข้ามาสังเกตจิตใจ หรือความคิดของตนเองแล้วเราก็จะพบ “ทางสายกลาง” และเกิดความเข้าใจอย่างซาบซึ้ง





ความเข้าใจด้วยเหตุผลนี่ไม่ซาบซึ้ง มันยังไม่เห็นสภาวะต่อเมื่อเราได้เห็นสภาวะ “ทางสายกลาง” อ๋ออย่างนี้เองสภาวะของจิตที่อยู่เหนือโลก อย่างนี้เองน้ะสภาวะจิตที่ไม่มีตัวเราที่อยู่เหนือของคู่ เหนือมี-เหนือไม่มี อย่างนี้เรียกว่าอนัตตา อย่างนี้เรียกว่าสูญญตา นี่คือการเรียนรู้ด้วยตัวเอง เข้าถึงความจริงด้วยปัญญาญาณได้ด้วยตัวเองเราก็เกิดความมั่นใจ เกิดศรัทธาในคำสอนของพระศาสดา หรือองค์สัมมาสัมพุทธเจ้าที่ได้ทรงวางหลักการไว้ วางวิธีการไว้ พระองค์เป็นเพียงผู้ชี้ทางเมื่อเห็นทางสายกลาง เราก็เดินทาง เราต้องสร้างแรงจูงใจ สร้างฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ใช้ความเพียร ความอดทนอย่างต่อเนื่องด้วยจึงจะเกิดมรรค เกิดผล


แม้ความเพียร และความอดทน ก็จะต้องเป็นความเพียร เป็นความอดทน ที่ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของความรู้สึกว่า มีตัวเราเป็นผู้อดทน เป็นผู้พากเพียร ด้วยสัมปทาสี่ มันเป็นความเพียรหรือสัมมาวายามะ เป็นความเพียรที่อยู่บนฐานของความว่าง อยู่บนฐานของสัจจะขั้นอัลติมะ อยู่บนฐานที่ไม่มีตัวเรา หรืออยู่บนฐานของ “ทางสายกลาง” แม้ขันติก็เหมือนกัน ขันติก็ต้องไม่มีความรู้สึกว่ามีตัวเราเป็นผู้อดทน ขันติในมิติของจิตสามัญสำนึก มันมีตัวเรา เช่นใครว่า ใค&#